เณรเดินดง


เรื่องเณรเดินดงนี้ เรียกให้ดูครึ้มๆความจริงก็คือ ไปธุดงค์นั่นเอง เณรองค์นี้ เป็นเณรที่อยู่ วัดใหม่วังตะกู ที่พิจิตร เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์สุรินทร์ จะมีความเก่งกล้าสามารถขนาดไหนไม่มีคำลือมาถึง จึงเข้าใจว่า คงเป็นประเภท นึกเลื่อมใสในการธุดงค์ ก็ออกไปลองดูสักตั้งหนึ่ง ปฏิปทาของเณรองค์นี้ ดำเนินตามสาย ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เณรองค์นี้ เคยมาที่วัดท่าซุง ใน พ.ศ. 2521 ปลายปี มีผู้ซักถามท่านเข้า แล้วผู้ซักถาม อัดเทปไว้ ฟังชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง ขาดๆ วิ่นๆ บ้าง หลวงพ่ออนุญาต ให้เอาลงในหนังสือ เรื่องจริงอิงนิทาน 3 ได้ ต่อไปนี้เป็นข้อความ คัดจากเทปที่เณรเล่าให้ผู้ซักถามฟัง (หลวงพ่อไม่เกี่ยวข้องด้วย)

"ออกจากวัดใหม่ ผ่านไปถึงวังหินแลง พอถึงวังหินแลง ก็มีควายไล่ขวิด มีควายฝูงหนึ่ง วิ่งเข้าใส่ ผมตกใจ ไม่รู้จะไปทางไหน สองฟากข้าง เป็นน้ำมีป่าข้าว มองไปใกล้ๆ มีชาวนาหลายคน กำลังเกี่ยวข้าว ควายนั้น ดิ่งเข้าใส่ ผมตกใจมาก ควายตัวหนึ่งไม่ทราบว่าตัวผู้หรือตัวเมีย วิ่งนำหน้าฝูงดิ่งเข้าใส่ ใช้เขาตักเข้าที่ขาผมแขวนกับเขาควาย ตอนนั้น ผมจำได้ว่า ผมหงายท้องลงกับพื้นถนน กลดไปทางหนึ่ง บาตรไปทางหนึ่ง ควายนั้นวิ่งเข้ามารวมตัว หมายจะซ้ำ ผมตกใจกลัวจะตาย ถ้าตายตอนนั้น คิดว่า จะไปไหน ? คิดว่า ไปสวรรค์ จึงภาวนาว่า พุทโธ พอนึกว่า พุทโธปั๊บ พระพุทธรูป ก็ปรากฏ พอภาพพระปรากฏแล้ว จึงยกรูปพระนั้น ไปประจันหน้ากับควาย ควายนั้นก็ชะงัก ก้มหัวลงถอยหน้าถอยหลังประมาณสัก 3-4 ครั้ง แล้วก็หยุดนิ่ง สงบ ชาวนาใกล้ๆ เห็นเข้า ก็ร้องโวยวาย แล้ววิ่งมาที่ๆเกิดเหตุ อีกคนหนึ่ง ใช้เคียวตีที่เขาควาย เคียวนั้นหัก แกไล่ควายนั้นออกไป ถามผมว่า เป็นอะไรหรือเปล่าครับ หลวงพ่อ ผมตอบว่า ไม่เป็นอะไรหรอกโยม ควายมันโมโห โยมโมโหควาย จึงคว้าไม้จะตีควาย ผมจึงบอก อย่าไปตีมันเลยโยม มันเป็นสัตว์พูดไม่รู้ เรื่องหรอก คนพูดกันรู้ภาษา ยังพูดไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ผมจึงลาโยมแถวนั้นไป โยมเดินไปด้วยคุยไป พลางถามว่า หลวงพ่อจะไปถึงไหนครับ ผมตอบว่า ไม่รู้หรอกโยม ไปเรื่อย ๆ

ออกจาก วังหินแลงก็เข้า วังเดือน พอเข้าวังเดือน ก็เข้าเขตบ้านน้อย ผมก็ปักกลดที่บ้านน้อย โยมแถววังเดือนพูดว่า แถววังเดือนมีถ้ำมีของใช้หลาย ๆ อย่าง ผมอยากรู้ โยมบอกว่าในสมัยก่อนมีถ้ำ แล้วมีของใช้ โยมเคยไปขอยืมของใช้ในถ้ำนั้น แล้วมีโยมคนหนึ่งเกิดโกง ถ้ำจึงมีหินย้อยมาปิดปากถ้ำ ผมคิดว่า ถ้าไม่เหลือวิสัย ก็จะแวะดู สักหน่อยหนึ่ง คิดว่ายังงั้นนะ จึงลาโยมไปที่ถ้ำที่เขาวังเดือนนั้น พอถึงถ้ำเขาวังเดือน ก็พบว่า ปากถ้ำหันทางทิศตะวันออก หน้าถ้ำมีต้นมะตูมต้นหนึ่ง บนต้นนั้น มีผลมะตูม อากาศเย็น เริ่มหนาว ตะวันใกล้ตกดิน ผมเข้าไปในถ้ำ ใช้ไฟฉายส่องปากถ้ำพอเห็น เข้าไปในถ้ำ จึงใช้คบไฟส่องดู ก็พบว่า ในถ้ำนั้น มีของใช้หลายๆ อย่าง โต๊ะบูชาพระ พระพุทธรูปก็มี มีเงินทองเป็นก้อน ๆ กองอยู่ระเกะระกะ อย่างไม่มีค่า ผมลาออกจากถ้ำนั้นมาก็มัวตา จึงดิ่งไปที่กลด พอถึงกลดก็สวดมนต์ภาวนา

ตอนเช้า ก็ออกเดิน จากวังเดือน ถึงตลิ่งชัน จากตลิ่งชัน ขึ้นไปไม่กี่กิโลเมตรนัก เห็นเขาแม่แก่ อยู่รอบ ๆ ผมจึงอุตส่าห์บากบั่น ถึงเขาแม่แก่ ห่างเขาไม่กี่กิโล โยมบอกว่า เขาแม่แก่นี่ เคยมีพระธุดงค์ไปแล้วหายไปเลย บอกว่ามีถ้ำมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลาย ๆ อย่าง ผมคิดอยากจะลองจึงขึ้นไปที่เขาแม่แก่ ปักกลดอยู่บนชะโงกเขา โยมมาคุยด้วยหลายคน คุยตั้งแต่ประมาณคิดว่า ทุ่มเศษ ๆ จนถึงสี่ทุ่ม พอโยมกลับ ผมเหนื่อยจึงนอน พอล้มตัวลงนอนก็คิดได้ว่า มาทำกรรมฐานจึงลุกขึ้นนั่ง พอลุกขึ้นนั่ง ก็ปรากฏว่า ทับขอนไม้หรือแขนของคนอันแข็ง ๆ จึงเลิกผ้ายางดู ก็ไม่มีอะไร จึงฉายไฟไปรอบ ๆ ใจชักเต้นแรงขึ้นแล้ว พอนั่งลงไปอีกที ก็ปรากฏว่า เหมือนทับกลางตัวคน ใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ลุกขึ้นมา พยายามว่า เป็นไรเป็นกันน่ะ จึงเลิกภาวนาเลย พอนั่งอีกทีหนึ่ง ดินตรงก้นก็นูนขึ้น หัวผมทิ่มกับพื้น ตกใจกลัวสุดขีด ใจสั่นหายใจไม่ทั่วท้อง จึงตั้งใจภาวนานึกถึง บารมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆเจ้า ให้ท่านช่วย แล้วสวดมนต์ภาวนา เหตุการณ์ก็หายไป

ผมจึงผ่านแม่แก่ไปทางสมอทอด ย้อนจากสมอทอดไปทางเขาทราย ผ่านเขาทรายย้อนกลับมาอีกทีหนึ่ง ขึ้นมาทางเพชรบูรณ์ มาทางเขาชะโงก เขาชะโงกตีนเขามีวัดๆ หนึ่งไม่ใหญ่นัก คิดจะเข้าไป ในถ้ำแบบภาวนากรรมฐาน แต่แล้วเห็นมีวัด จึงไม่กล้าเข้าไป มองไปห่าง ๆ ก็มีชะโงกอีกลูกหนึ่งเรียกว่า ชะโงกลูกเหนือ บนชะโงกนั้น เหมือนกับลานบ้านคน เตียนหินเสมอกัน คิดว่า น่าปลูกวัดนะตรงนี้ แต่มันเล็กมาก จึงปักกลดอยู่ เย็นก็มีโยมมาคุยด้วยคนหนึ่ง ไม่ทันมืดเท่าไหร่ โยมก็ลากลับไป จึงสวดมนต์ภาวนา เพราะว่า ไม่ค่อยไว้ใจแล้วตอนนี้ เหตุการณ์ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมหลับไปตื่นหนึ่งครึ่งหลับครึ่งตื่น จะนอนก็ไม่หลับ มันร้อนไปหมดทั้งตัว เหงื่อแตกที่หน้าเม็ดโต ๆ สักพักหนึ่ง ลมก็พัดแรง กิ่งไม้หัก เสียงโครมคราม แกรกกราก เข้ามาใกล้ ๆ จนใกล้ ๆ กลดตัวชักสั่น ความกลัวจับเข้าขั้วหัวใจ หยิบไฟฉาย ฉายไป เบื้อง หน้าพบว่า งูเหลือมขนาดยักษ์ใหญ่มาก ขนาดเด็กรุ่น ๆ มีขา 4 ขาเลื้อยดิ่งเข้ามาแลบลิ้น ลิ้นงูเหลือมนั่นมี 2 แฉก ชูหัวดิ่งเข้าที่กลด ความตกใจกลัว เรียกหลวงปู่ปาน หลวงพ่อเขียน หลวงพ่อมหา ให้ท่านช่วย ทั้งหลวงพ่อพระครูสุรินทร์ ให้ช่วยด้วย ตอนนั่นไม่ทราบว่า ท่องคาถาอะไร ว่าอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าท่อง ท่องส่ง ๆ ไปยังงั้นเอง จนกระทั่งงูนั้น บ่ายหน้าหนีไป

จึงผ่านจาก เขาชะโงกมาทางนี้ ดงขุย จากดงขุยเข้าเขตท่าข้าม ชนแดนถึงทับคล้อ ตะพานหิน พิจิตร พอเข้าเขต พิจิตร ถึงโค้ง หนองหมู (?) บ้านกล้วย ข้างสวนแตง เป็นโค้งมรณะ มีรถคว่ำชนกันตาย หลายต่อหลายศพ โยมพูดว่า อาทิตย์ ๆ หนึ่ง ไม่ต่ำกว่า 4 ศพ จึงเดินผ่านไป โยมขอร้องให้ ช่วยเหลือ จึงคิดว่า จะช่วยโยม แต่ไม่ทราบ เหมือนกันว่า จะช่วยด้วยยังไง ปักกลดอยู่ ตรงโค้งหนองหมู โยมบอกว่า ช่วยทีเถอะ พ่อคุณเอ๋ย จะเอาอะไร ก็จะให้แล้ว กลางค่ำ กลางคืน ญาติโยม ไม่กล้าผ่านเลย ใจมันพอง เห็นเขาเรียก "พ่อคุณ" เข้าหน่อย ใจมันพองขึ้นสูง จึงดิ่งไปว่า โยมพาไปดูที่ โค้งดีกว่า จึงทำน้ำมนต์ แบบธรณีสาร ทำเสร็จสรรพแล้วก็พรม ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหตุการณ์ก็ยังเงียบเช่นเคย

ปักกลด อยู่ได้คืนหนึ่ง ตอนเช้าก็เดินจากโค้งหนองหมู ขึ้นมากำแพง พอเข้าเขตกำแพงก็เย็นมาก จะปักกลดก็หาที่ปักไม่ได้ เพราะมันเย็น เย็นจนมืด มองทางไหนก็มีแต่ใกล้บ้านคน ตามกฏธุดงค์ นั้นมีว่า ต้องห่างบ้านคนเส้นหนึ่ง หรือกิโลหนึ่ง จึงหาที่ว่างไม่เจอะเห็นมีต้นสนสูง ๆ ต้นโพธิ์ใหญ่ ๆ ที่ มันว่างมากตอน นั้นก็เหยียบเข้า สองทุ่มหรือทุ่มหนึ่งไม่ทราบ ผมจึงปักกลดแถวนั้น ปักกลดเสร็จ ก็เริ่มสวดมนต์ พอสวดมนต์ก็มีเสียง กึกกัก ๆ เหมือนคนเดิน แต่ไม่ได้ลืมตา สักพัก ภาพนั้นก็ปรากฏ ทั้งหลับตา เห็นมีญาติโยม มาฟังเทศน์กันหลายคน ทั้งหญิง ทั้งชาย แต่ละคนที่มานั้น ไม่นุ่งผ้ามาสักคนหนึ่ง จึงสวดมนต์ไปเรื่อย ๆ คิดว่า ไม่ใช่คนแน่แบบนี้ จึงสวดไปจนจบ พวกนั้น ก็ไม่มีอาการ อะไรเกิดขึ้น ผมลืมตาขึ้น ก็เสียงร้องกรี๊ด มองดู ตัวสูงลิบลิ่ว สองข้าง เป็นมือ ห้อยโยน โนงเนง ๆ ย้อยมาที่กลด ผมตกใจกลัว สุดขีด แต่ก็ไม่กระไร เพราะเคยผ่านมาบ้าง จึงตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้ แบบแผ่เมตตา เจ้าอสุรกายร้ายนั่น ก็ค่อย ๆ หย่อนลงมา ต่ำลงมาจนเป็นคนธรรมดา บอกว่า โยมจ๊ะอยากไปเกิดไหม ตอบว่า อยากไปแต่ไม่ใครมาโปรดสักที ถามว่าที่นี่ที่ไหน ตอบว่า เป็นป่าช้าวัดร้างเก่ามานาน ที่ตรงนี้มีต้นโพธิ์ ต้นสนนี่ก็เป็นเขตของวัด ไม่มีใครกล้าผ่าน เพราะเป็นวัดเก่า วัดร้าง พอผมรู้อย่างนั้นก็บอกว่า เอ้า ตั้งใจ ผีอสุรกายแถวนั้น ก็พนมมือกันขึ้นตอน นั้นไม่ทราบว่า กลิ่นธูปควันเทียนมันมาแต่ไหนทั้ง ๆ ที่มองไปก็ไม่เห็น จึงตั้งใจ ชักบังสุกุลตายถึง 3 จบร่าง กลุ่มนั้นก็หายไป

พอเช้า ก็ออกบิณฑบาต โยมก็เอาบาตรมาให้ เอาข้าวมาใส่บาตร คือว่าที่นี่มันเป็นป่าช้าวัดเก่า ไม่ค่อยมี ใครเขามาอยู่หรอก พระเคยมาอยู่แล้วก็ไป อยู่ไม่ได้หรอก วัดมันแรง จึงผ่าน จากกำแพง เข้าจังหวัดตาก ก่อนจะถึงตาก ก็เข้าจังหวัด พิษณุโลก ในเขตจังหวัดพิษณุโลก มีอำเภอพรหมพิมาร เข้าเขตบ้านผึ้ง มีป่า เขามากจึงเดินไปเรื่อย ๆ อากาศก็ชักเย็นขึ้น เพราะเข้าเขตเหนือ มันเป็นดอย เขาสูง ๆ มีป่าไผ่มากกว่า ป่าไม้ เสียงแกรกกรากข้างหน้า ไม่ทราบว่าอะไร แล้วก็เงียบเชียบไปหมด เสียงจักจั่นเรไรก็ไม่ร้องสักพัก เดินไปเรื่อย ๆ มันเหม็นสาบ อะไรก็ไม่ทราบ แล้วก็มาเจอะอย่างกะใคร เอาน้ำมาราดดินสักกระแป๋ง หรือ สักหาบสองหาบเลย แต่ก็ไม่รู้ว่าน้ำอะไร มันเหม็นสาบ ๆ เดินไปเรื่อย ๆ แล้วเสียงแว๊ดพร้อมกับกอไผ่ข้าง ๆ ราบลงมาราวกับว่า ช้างไม่ใช่น้อย ตอนนั้นไม่ได้ นับว่ากี่ตัว ความตกใจกลัวกลดที่บ่า เลื่อนลงมาอยู่ใน มือทำท่าวันทา ทำท่าพนมมือ แบบพระวันทา ที่หน้าโบสถ์ ตอนนั้น คิดถึงความตาย นึกถึงบารมีหลวงพ่อ ท่านช่วย อยู่ไม่ขาด เรียกกันอยู่ ทุกลมหายใจ ภาวนาว่า "อย่า ๆ อย่าเลย" แต่ไม่ทราบว่า อย่าทำไม ตอนนั้นหายใจ หรือเปล่าก็ไม่รู้ ปรากฏว่า ช้างนั้นเดินดิ่ง ๆ เข้ามาถึงตัว ก่อนที่จะถึงตัวมันก็ชูงวงขึ้นสูง งองวง ขึ้นงา 2 ข้างโผล่ออกมา ดิ่งเข้าใส่ คิดว่า อกเป็นเป้า ของงาช้างแน่วันนี้ ตัวสั่นจะหนีไปทางไหนก็ไปไม่ได้เหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ ช้างนั้นมาถึงตัวแล้วก็ถอยหน้าถอยหลัง ร้องเสียงคำรามลั่น แล้วก็ก้มลงเอางวงงอขึ้นบนฟ้า แล้วค่อย ๆ ราบลงบนพื้นดิน ถึงสามหน ก็หันหลังพาโขลงกลับไป ตอนช้างกลับออกไปนี่ใจมันชื้น มันไม่ฆ่าแน่ จึงยืนนับว่า ช้างโขลงนั้นมี 17 ตัว

พอผ่านอำเภอพรหมพิรามไปก็เดินมาอีกไม่ไกลนัก เจอโยมจูงช้างมาเลี้ยง ขี่ด้วยจูงด้วย มี 4 ตัวเป็นโยม ผู้ชายวัยกลางคน อายุ 30 เศษ

เขาถามว่า หลวงพ่อ มากี่องค์ครับ ?
ตอบว่า มาองค์เดียว

มาจากวัดไหน ครับ ?
ก็บอกไปตามตรงว่ามาจากวัดใหม่ ตำบลวังตะกู

โยมบอกว่า ไม่กลัวหรือครับ มาองค์เดียว ?
ตอบว่า กลัว

กลัวแล้วมายังไงครับ ?
บอกไม่รู้เหมือนกัน

ถามว่า เป็นพระหรือเป็นเณร ?
ก็ตอบว่า เป็นเณร

เป็นเณรธุดงค์ได้รึ ?
ได้ซีโยม

โยมว่า หลวงพ่อบวชเมื่อไรครับ ?
อ๋อ ไม่มีกำหนด หรอกโยม ถ้าบวช บอกผมด้วย นะครับ ผมจะเอาช้าง ไปช่วยแห่ ช้างผมเคยแห่นาคมาหลายรายแล้ว

ผมก็ขอบอกขอบใจโยม พอสมควรแล้วลาโยมแถวนั้นไป ก็เข้าเขตตาก พอถึงตาก ก็มีโยมเอาอาหาร มาถวายตอนเช้า ผมนอนหลับตื่นสาย มีเด็กมาด้วย เด็กนั้นไม่ได้เดินมา แต่คลานมา เด็กเป็นอัมพาตขาอ่อน พูดได้ แต่ไม่ชัด ติดกึก ๆ กัก ๆ โยมเอาอาหารมาถวาย ผมกินไป ท่องอิติปิโสไปจนกระทั่งอิ่ม อิ่มแล้ว ก็เอาข้าวนั่นให้เด็กกิน เด็กนั้นก็กิน

โยมว่า หลวงพ่อ พอจะมียารักษาให้หายไหมครับ มันเป็นมาแต่กำเนิดแล้ว
เอ มันเป็นยังไงล่ะโยม

แต่ตอนนั้นความเมตตานันจับขั้วหัวใจว่า เมตตาเด็กมาก จึงหยิบก้านธูปที่จุดบูชาพระมา 2 ก้านอธิษฐานจิต หักก้านธูปแล้ว ขอให้เท่ากับนิ้วชี้เด็ก ถ้าจะหาย พอหักไปแล้ว มันก็เท่ากับนิ้ว ชี้เด็ก จึงวัดเท่ากับนิ้วชี้เด็ก แล้วก็หยิบก้านธูปออกมา อธิษฐานว่า ถ้าจะหาย ขอให้ก้านธูปนี้ ยาวกว่านิ้วแล้ว ก็ไปวัดแล้วมันก็หาย ตอนนั้น จึงตั้งใจว่า หายแน่โยม รับปากโยมแล้ว ก็ทำน้ำมนต์ให้เด็กกิน ไม่ทราบว่า บทอะไรท่องไปยังงั้นเอง รู้แต่ว่าจบ จบแล้วก็พอเด็กนั้นก็กินบ้าง ทาบ้าง สักพัก เด็กร้องไห้ เหมือนถูไฟลวก ดิ้นทุรนทุราย แกร้องไห้เป็นภาษาคนใบ้อ้อแอ้ ๆ สักพักแกก็พูดเป็นคนธรรมดาว่า ร้อนจัง ๆ สักประเดี๋ยวแกก็ดิ้นหกหัวหกหางแล้วก็เดินได้พูดได้ โยมคิดว่า ผมเป็นหมอวิเศษแน่ จึงถวายลูกแกให้เป็นลูก ผมก็ไม่เต็มใจรับแต่ว่า โยมเต็มใจถวายจึงนำเด็กนั้นไปด้วย

ผ่านจากจังหวัดตาก เข้าเขตจะเป็นเถินหรือลำพูนลำปางอะไรนี่ เพราะไม่เจอหมู่บ้านมีป่ามากป่าทึบหนา ผมอยู่บนยอดดอย มองลงไปข้างล่าง เห็นเป็นที่เตียน ๆ เป็นป่าข้าว อยู่ในเหวตื้น ๆ มองลงไปมันลึกมาก จึงพยายามลงไปยังที่เตียน ปักกลดที่ ๆ เตียนนั้นเย็น ๆ ก็ไม่เห็นใคร คิดว่า เอ พรุ่งนี้จะบิณฑบาตรบ้านใคร มันเย็นมากแล้ว จึงปักกลดภาวนาไปเรื่อย ๆ ประมาณสักเที่ยงคืนเศษ ๆ ได้ยินเสือร้องคำรามอยู่ในป่า สักพักหนึ่ง ก็เงียบหายไป แล้วก็มาร้องใกล้ ๆ ตัวอีกที ตอนนี้ใจชักไม่ค่อยดีแล้ว สักพัก เหม็นสาบเสือ ขึ้นเรื่อย ๆ ดินสะเทือน เพราะ เสือมันเดินมาเรื่อย ๆ ตอนนี้เองโยม ไม่ทราบจะทำยังไง คิดถึงแต่หลวงปู่ หลวงพ่อ หลวงพี่ทั้งหลาย กี่องค์ๆ ทั้งหมดที่นับถือมาก สวดนต์ไปเรื่อย ๆ คิดว่าหลวงปู่ปาน หลวงปู่ปานมาตอนเช้านะ หลวงปู่ปาน หลวงปู่ปานแหละ เรียกมากกว่าเขา เสือนั้นก็เข้ามาเรื่อย ๆ เหม็นสาบคลุ้ง ได้ยิน เสียงหายใจของเสือมันหายใจแรง จึงแผ่เมตตาให้เสือ เสือนั้นไม่รู้ทำยังไง เพราะไม่ได้ลืมตามองเพราะความกลัว ได้ยินเสียงเสือ หายใจแรง ๆ จึงลืมตา เสือนั้นคุกเข่าหมอบลง แล้วคลานเข้ามา ใช้เท้าแหย่มาในกลด ใจสั่นระรัว ว่า คราวนี้ มันเอาแน่ละ คราวนี้เอาแน่ เสือนั้น ทำตีนพะงาบ ๆ เห็น เล็บยาว ตีนเสือ เหมือนกับตีนลิง อุ้งตีนเสือเป็นวงกลม ๆ อย่างกะกลางใจ จึงสวดมนต์แผ่เมตตาให้สักพัก เสือก็หายไป

ตอนเช้าจึงเก็บ กลดเดินทางต่อไป แต่ก็ยังหาข้าวกินไม่ได้ จนถึงหมู่บ้าน

โยมถามว่า ท่านมาจากไหน
ตอบว่า มาจากบนยอกเขาโน้น

โยมร้องอู้ฮู แล้วเมื่อคืนอยู่ยังไงได้
ก็บอกว่า อยู่ตรงกลางแปลงนาที่เห็นตรงโน้นแหละ

โยมก็บอกว่า นิมนต์ก่อนค่ะท่าน โยมแถวนั้น เป็นลาว พูดไม่ค่อยชัด เอาข้าวเหนียวมาใส่บาตรให้ มีเนื้อเค็มชิ้นหนึ่ง ผมจึงเดินจากบ้านโยม ไปเจอห้วยน้ำไหล ห้วยนั้น ไม่กว้าง ประมาณวาเศษ มีหินก้อนโต ๆ หล่นระเกะระกะอยู่ข้าง ๆ นั่งบนหิน เอากลดพิงหิน แล้วก็ฉันข้าว ฉันข้าวเสร็จ ข้าวเหนียวเหลือ จึงปั้นเป็นก้อน จึงลองทำคาถา ที่เรียนมาบ้างที่รู้มาบ้างเมื่อก่อนธุดงค์ ว่าตอนนี้จะใช้ได้ผลไหม จึงใช้คาถา ทำแบบ นะเมตตา ทำเสร็จแล้วก็ปั้นข้าว เป่าข้าวแล้วโยนไว้ บนชะโงกหิน กาเก็บกิน 3 ตัว กินเสร็จสรรพแล้วก็บิน วนไปวนมา แต่ไม่ทราบว่า จะไปไหน กานั้นบินวนอยู่สักครู่หนึ่ง คิดว่าได้ผลแน่คาถานี้ ชี้มือว่า ไปทางโน้น ! กานั้นก็ไป

จึงลาจากห้วยนั้นเดินไป เรื่อย ๆ ยิ่งมีป่าลึกขึ้นเรื่อย ๆ นาน ๆ จะเจอะบ้านคนสักหลังหนึ่ง บ้านคนนั้นปลูก สูง สูงเทียม ๆ ยอดไม้เข้าใจว่า จะเป็นห้าง เข้าเขตไม่ทราบว่า จะเป็นเถิน ลำพูน หรืออะไรไม่รู้แน่ ก็เดิน ๆ ไปเรื่อย ๆ มีป่าลึกมาก เจอชาว บ้าน 3-4 คน แล้วมองไปไกล ๆ สักกิโล หรือ ไม่ถึงกิโล มองเห็นบ้าน คนเรียง ๆ ราย ๆ อยู่

โยมเล่าให้ฟังว่า แถวนี้แหละมันน่าดู
เอ๊ะ มันน่าดูยังไงโยม ? ก็ถามดูบ้าง

เคยมีคนอยู่ไฟ แล้วคนเฝ้าไฟก็นั่งหลับ เมียตายไม่รู้ตัว สภาพของศพนั้นถูกผ่าท้อง เครื่องในหายหมดคอเหวะ เหมือนถูกสัตว์กัด บอกว่า เอ ชักใจเต้นเสียแล้ว ตอนนี้โยม ไม่รู้จะทำยังไง ก็บอกโยมว่า ชักใจเต้น เป็นยังไง ?

โยม บอกว่าผีกองกอย ผีกองกอยรูปร่างยังไง
โยมก็บอกว่า ไม่เคยเห็น เคยเห็นแต่สัตว์หาย วัวควายหายไปเป็นตัว ๆ ไก่หายเป็นเล้า ๆ

กลัวก็กลัว แต่ปักกลด แล้วคิดว่า ถ้าไม่สู้แล้วจะหนีไปไหน จึงจำเป็นต้องอยู่ ปักกลดข้าง ๆ เขา เย็นโยมก็แห่กันมาเยอะ นิมนต์ให้อยู่ที่นี่ ช่วยสักทีเถอะน่าหลวงพ่อ ก็ไม่รู้จะ ช่วยยังไง จึงรับปากโยมไปทั้งๆ ที่ไม่รู้จะช่วยยังไง เพราะว่าจะเป็นต้องอยู่ โยมกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านไม่ทราบแต่งตัวฐานะดี เตือนลูกบ้านหาฟืน มาสุมกันเข้า เป็นกองสูง ๆ มีต้นไม้ใหญ่ ห่างกลดประมาณ 5 วาหรือ 10 วา แสงสว่างนั้น เห็นกลดสบาย พอมืดสักพัก ก็มีเสียงนกร้อง เสียงสัตว์ในป่าร้อง เสียงอะไร ต่ออะไรทั้งหลายอย่าง อื้ออึงไปหมด หมอกก็เริ่มลงเม็ด มองไปมัวตาหมด ไม่เห็นป่า มันมืด เสียงใบไม้ซัดกันผัวะผะ ต้นไม้แต่ละต้นใหญ่ขนาด 2 คน 3 คนโอบ สักพักใหญ่ๆ ผมก็สวดมนต์ไปกระทั่งจบ แล้วก็นอนหลับ

ประมาณสักเที่ยงคืนเศษหรือสองยาม มันหนาวจัด นอนยังไงก็ไม่หลับ อากาศหนาว หนาวจนกระทั่งเหงื่อออก เหงื่อออกตามหน้าตามตา ใจก็เต้นแรง หูได้ยินเสียงกระซิบ อย่างกับใครมาปลุกให้ลุกขึ้น แต่ก็หาตัวไม่ได้ สักพักหนึ่ง ก็มีนกแสกร้องแคว๊ก ๆ อย่างตกใจอยู่ประมาณสักพักหนึ่ง ก็มีเสียงนก หล่นดังพลั่กข้าง ๆ กลด หยิบไฟฉาย ๆ ไปดู ก็เห็นเลือดแดง เห็นปีกนก เห็นหัวนก แต่ตัวนก ขานกไม่มี แล้วก็เสียง อย่างใครเอากระเบื้อง หรือจานร่อนไปในอากาศ ดังวื้ดแล้วก็ตุ้บ ตอนนั้น กองไฟยังไม่ดับ มองๆไปข้างหน้าเห็นร่างใหญ่อย่างกับคน สูงพอ ๆ กับคน มีขนดำ หน้าอย่างกะลิง เอนไปทางหลัง ขาไม่ใหญ่นักแต่มือยาวแล้ว ร่างนั้นก็ปาฏิหาริย์ โดดแว๊บขึ้นไปบนกกไม้ จะเป็นกกไม้ หรือกลางต้นไม่รู้ สักพัก ก็มีเสียงสัตว์ บนต้นไม้ ร้องหวีดหวิว อย่าเจ็บปวดตกใจ อยู่มา ครู่หนึ่งก็หล่นตุ้บลงมา ฉายไฟไปดูอีกทีหนึ่งก็เห็นเป็นบ่าง หางบ่าง ยาวเป็นพวง เหลือแต่หางกับหัว กับกระดูกสันหลัง ตัวนั้น ไม่รู้หายไปไหน คิดว่า เอ๊ะ คงบารมีหลวงปู่หลวง พ่อท่านมาช่วยแล้ว ท่านมาปลุกให้ลุก ก็เลยนั่งกรรมฐาน แต่นั่งไม่หลับตา ลืมตาดู เพราะความหวาดกลัว ต่อมาไม่ช้า ไม่นาน ร่างนั้นก็ปรากฏ ที่หน้ากลด แยกเขี้ยวออกยาว แบบมันยิ้ม ยิ้มอย่างพอใจลิ้นสีเขียว ๆ เลียปากสองข้างเดินดิ่งเข้ามา ใจเต้นว่า จะออกหนี จะหนีหรือไม่หนี ? แต่คิดว่าไม่หนี จึงหลับตา ๆ ๆ คิดว่า หลับตาภาวนาอะไรก็ไม่รู้ แต่ท่องเป็นคาถา จำได้ว่า "อิติ อิตะ" หรือ "อิตะ อิตุ" อะไรนี่ จำไม่ได้ แต่ก็ท่องไปเรื่อย ๆ สัตว์นั้นโถมเข้ามาที่กลด แล้วก็กระเด็นออกไปอย่างกับมีใครเขาผลัก โถมเข้ามาอีกทีหนึ่ง กระเด็นออกไป ตอนที่มันจะกระเด็น ก็มีเสียงร้องของสัตว์ ก่อนจะกระเด็น ก็ร้องเหมือนกับใครตีหรือตบออกไป มันก็พยายามโถม เข้ามาเรื่อย ๆ คิดว่า ไม่ดีแน่นแล้ว ขืนปล่อย ไว้ยังงี้มันเอาเข้าจนได้แน่ จึงหยิบลูกประคำ ปลดออกจากคอ บริกรรมนึกถึงเจ้าของลูกประคำ อธิษฐานว่า สาธุ ถ้าดินแดนท่าเหมือนนี้ หลวงปู่ปานก็ดี หลวงปู่เขียนก็ดี หลวงพ่อมหาก็ดี เป็นพระอริยเจ้าแล้ว โปรดมาช่วยลูกช้างด้วยเถอะ ถอดลูกประคำมาตอนนั้น ไม่ทราบว่า สวดอะไร แต่จำได้เลา ๆ ว่าเป็นบทสวดบท อกรณี ฯ สักพักหนึ่ง ก็มีแสงพุ่ง ออกจากง่ามมือ พุ่งเข้าใส่สัตว์ร้ายนั้น เป็นไฟลุกท่วมตัวสักพักหน่งก็เป็นควันขาวพุ่งออกไป

ตอนเช้าโยมมา เอาอาหารมาให้ บอกว่า หลวงพ่อ ๆ ตอนนั้นผมหลับ โยมมาถึงก็เปิดกลดออกไป คุยกับโยมเพราะแดดส่องสว่างจ้า

โยมถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ?
บอกไม่เป็นไรหรอกโยม

ตัวพรรค์นั้นมันมาหาหลวงพ่อหรือเปล่าครับ ?
บอกไม่มีหรอกโยม ไม่รู้ว่า ตัวอะไร ผีกองกอยหรือ เปล่าก็ไม่รู้ จึ้งชี้ไปที่ซากของนกเค้าแมว กับซากบ่าง ตัวนั้น โยมเห็นบ่างกับนกเค้าแมวต่างพากันทำ ปากจู๋ตกใจ ทำตาโปน ๆ เห็นตาขาว ตาดำไม่มี กระเถิบ มาใกล้ ๆ

บอกว่า นี่แหละหลวงพ่อ แบบนี้แหละ ที่มันกินไก่กินหมูที่หมู่บ้านละ
น่ากลัวใช่กระมังโยม

ถามว่า หลวงพ่อครับมันไปทางไหน ?
ไม่รู้มันไปทางไหน หายไปเลยโยม

โยมนิมนต์ให้อยู่
บอกเขาว่า อยู่ไม่ได้หรอกโยม

ตะวันก็สาย ขึ้นเรื่อย ๆ ฉันอาหารแล้วก็ลาโยมแถวนั้นไป

เข้าเขตเถินแน่ตอนนี้ เพราะเจอป้ายว่า เถิน เขาเขียนว่า กองสงวนป่าเขตเถิน เพราะเป็นป่าใหญ่ ๆ เดิน ไป ๆ ก็เจอถ้ำ ๆ หนึ่ง ถ้ำนั้น ก็ใหญ่มาก ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ อยากเห็น อยากรู้ในถ้ำ จึงเข้าไปในถ้ำ เข้าไป ๆ ตอนปาก ๆ ถ้ำก็มืดหรอกเข้าไปกลาง ๆ ถ้ำมีแสงสว่างแสงสว่างนั่นเกิดขึ้นมาจากบ่อน้ำ บ่อน้ำในถ้ำนั้น มีหินสามก้อน ก้อนหนึ่งสีแดงแช้ด ก้อนหนึ่งสีชมพู อีกก้อนหนึ่งสีเขียว หินแต่ละก้อน มีแสงสว่างพุ่งถึงเพดานถ้ำ พอเห็นแสงสว่างจากหินนั้น ผมก็เข้าใจว่า ไม่ใช่เพชรก็เป็นอะไร สักอย่างหนึ่ง แล้วยังเห็นมีบาตรใบหนึ่งเป็นบาตรแบบธุดงค์ ใหญ่มากข้าง ๆ นั้นก็เป็นแบบเงิน ทองเพชรนิลจินดา เพชรนั้นเป็นสีเขียว ๆ สีแดงก็มี แต่พลอยนั้นเป็นพลอยสีเขียวแต่สีมัวๆ วาง ไว้อย่างกับก้อนดิน หรือก้อนกรวดก้อนทรายไม่มีค่า พอเห็นว่า เป็นเพชรเป็นทองใจมันพองรวยแน่ แล้ว รวยแน่ แต่ก็ไม่อยากได้ อธิษฐาน เอ ไอ้บาตรใบนี้มัน น่าใช้หนอ คิดว่างั้น จึงเอามือไปลูบ ๆ คลำ ๆ เปิดดู มันก็สวยดี สลกบาตรนั้น เป็นแบบไหม แต่คาดทอง ลายทองระยิบระยับ สายบาตรก็สวย คิดว่าใช่แน่แล้ว สวยแน่ จิตมันตอบตัวเองว่า ของเรามัง ? จึงคว้าเอาออกมา เดินผ่านปากถ้ำออกมา

พอพ้นปากถ้ำ ก็มีลมฝน กระหน่ำ มาอย่างใหญ่ ต้นไม้ใหญ่ หักโค่นลงมา ฟ้าร้องครืนคราน ฝนเริ่มลงเม็ด ตก มองหากลดก็ไม่เห็น ตอนนี้เองใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้ออยู่ตัว แล้วคิดว่า หาประโยชน์จากถ้ำดีกว่า หันเข้าหาถ้ำ ถ้ำนั้นก็หาไม่เจอ หาภูเขาก็ไม่รู้ว่า เขาหายไปทางไหน เป็นทางมืดไปหมด หาร่มไม้ใหญ่ บังฝน ก็ไม่เจอ เหลือองค์เดียว อยู่กลางแม่น้ำ น้ำไหล มาจากบนยอดเขา ท่วมตาตุ่ม ท่วมเข่า ท่วมหน้าแข้ง ท่วมตะโพกท่วมเอว ท่วมพุง ท่วมอก จนกระทั่งท่วมคอ ตอนนี้เองใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว คิดว่า จะไปทางไหนตายแน่ ๆ คิดแต่ว่า ตายแน่ จนกระทั่งน้ำนั้นท่วมหัว ผมต้องว่ายน้ำ ว่ายจนเหนื่อย แต่ก็ไม่มีกำลัง จะต้านทานน้ำได้ เพราะน้ำมันไหลแรง ต้นไม้ใหญ่ ๆ ถอนรากถอนโคนไหลตามน้ำมา กิ่งก้านกวาดเข้าที่ผม จมน้ำลงไป โผล่ขึ้นมาก็สำลักน้ำ ตอนจม น้ำลงไปนั่นแหละ คิดว่าตายแน่ แต่ก็ไม่ตาย โผล่ขึ้นมาอีก จมลงไป อีกทีหนึ่ง ก็หมดกำลัง เพราะน้ำในบาตรมันเต็ม บาตรมันใหญ่ จึงปลดบาตรทิ้ง พอปลดบาตรทิ้ง ก็คิดว่า ตายแน่แล้ว จะภาวนาว่าอะไร ตายต้องไปเกิดในสวรรค์นะ นึกในใจ ภาวนาพุทโธ พอพุทโธปั๊บ ภาพพระก็ปรากฏ ภาพพระปรากฏ จึงภาวนาใหญ่ ผมหายสำลักน้ำมาอีกทีก็ลืมตา มองไปเห็นกลดอยู่ไกล ๆ มองไป เห็นเขาเห็นปากถ้ำ ก็มองมาที่ตัว ปากน่ะมีแต่ต้นหญ้า ขี้ฝุ่นเต็มตัว มือขาถลอกหมดเพราะว่ายดิน ตกใจกลัวรีบไปที่กลด ถอนกลดไปจากที่นันเลย อากาศก็เย็น เพราะมืดแล้ว มองไปข้างหน้ามีกองไฟ แวม ๆอยู่ คิดว่า ต้องเป็นพวกลักลอบตัดไม้มานอนแรมอยู่ในป่า จึงตั้งใจจะไปปักกลดข้าง ๆ เพราะความกลัวมันจับขั้วหัวใจแล้ว ตอนนี้ ตั้งหน้า ตั้งตา เดินเข้าไปๆ ยิ่งจ้ำยิ่งไกล ยิ่งจ้ำยิ่งไกล ไม่ถึงสักที คิดอยู่ในใจว่า มันทำไมจึงไม่ถึง แต่ก็ไม่ทราบว่า เหตุการณ์ อะไรเกิดขึ้น มองไปที่กองไฟ เห็นไฟลุกสว่างอยู่ มองไป ก็ไม่ไกล เสียงคนคุยเฮาฮา ๆ อย่าง ชอบอก ชอบใจ เดินเข้าไป ก็ไม่ถึง คิดว่า โป่งป่าหรือผีป่าเล่นงานแน่ จึงไม่ไปแล้ว ปักกลดในควนแล้ว ตายเป็นตายเถอะ มาองค์เดียว จะขอความช่วยเหลือจากใครก็ไม่ได้ จึงปักกลด รีบกางกลด ผ้ายางก็ไม่คลุม ปูก็ไม่ปู นังบน ก้อนหินก้อนกรวด รีบสวดมนต์ ภาวนาใหญ่ สักพักไฟนั้นก็ดับ พอไฟดับป่าก็มืดตื้อ

ประมาณ สักพักใหญ่ ๆ ก็มีหญิงสาวสวย เดินมาหา แกว่า หลวงพี่คะหลวงพี่ โยมแม่หลวงพี่ไม่ค่อยสบาย พอพูดจบคำ เห็นร่างโยมแม่ เดินโซซัดโซเซมาหา ร้องห่ม ร้องไห้ว่า มาก็ไม่ร่ำไม่ลา ใจอยากจะออกไป ประคองแม่แต่ก็ไม่กล้า เพราะความกลัว กลัวแสงไฟแลบ กลัวที่ว่ายน้ำ จึงคิดว่า ไม่ใช่โยมแม่แน่ อีกอย่าง หนึ่งการแต่งกายของโยมแม่แน่ อีกอย่างหนึ่งการแต่งกายของโยมแม่และผู้หญิง คนนั้นมันไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกับ มนุษย์ธรรมดาสมัยนี้ นุ่งผ้าจีบทับตรงสะเอว เสื้อก็ไม่ใส่ ใช้ผ้าห่อนมทั้งสองข้าง มีผ้าเคียนหัว อยู่ในชุดสีเขียวแบบใบไม้ แต่กายนั้นสวยมาก คิดไปคิดมา เอ เป็นยังไง บอกว่า โยมจ๊ะ ออกไปไม่ได้หรอก หลวงพ่อว่า ไม่ให้ออก มืดแล้วออกไปไหนไม่ได้ ให้อยู่แต่ในกลด บอกว่า พาโยมแม่ไปบ้านคุณโยม ก่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้าผมจะไปหา คิดว่ายังงั้น หญิงสาวคนนั้นก็หายไป พร้อมด้วยร่างของโยมแม่ สักพักหนึ่ง แกก็มาอีกที ตอนนี้แหละ โยมเอ๋ย ใจชักไม่ค่อยดีแล้ว แกมาหา แกทำท่าเหมือนไม่ใช่คน ทำท่าเหมือนคนอดโซกิเลสนาน ๆ แกพูดว่า แกรัก แกอยากมีผัว เปิดผ้าที่โพกหัวออก เห็นหน้าขาวนวล ใจเต้นแรงพอ เอาผ้าโพกนมออก ใจเต้นแรง ตัวลอย หลังร้อน ใจหวิว คิดว่า สึกหรือไม่สึก

อีตอนนี้ ถามว่าสึกไหม ?
ตอบว่า ไม่สึกหรอกโยม

ไม่สึก ลองดูนี่อีกทีซี พอแหงะออกไปเงยหน้าขึ้นดู แกก็โป๊หมดทั้งตัว ใจเต้นสั่นระรั่ว กิเลสจับขัวหัวใจ แต่ไม่รู้ว่า อะไรดลใจ คล้าย ๆ ว่า มากระซิบที่หูว่า เขาลองเราอย่าไปเชื่อเขานะ มันลองเรา พอคิดอย่างนั้น จึงไม่ออก ไล่ให้กลับไป พออ้าปากไล่ ร่างนั้นก็ตกใจ ตกใจเหมือนถูกอะไรถีบหรือผลัก ร้องกรี๊ด แล้วโดดหาย ไปในกอไม้ข้างๆ เป็นไม้ป่าสูงเพียงเข่า ร่างนั้นโดดลงไปแล้วก็หาย โดดออกไปห่าง แต่แปลกใจว่า ผู้หญิงทำไม ถึงได้โดดได้ตั้ง 5 วา โดดทีเดียว ร่วม 5 วา พอลืมตาฉายไฟไป ก็เห็นเสือขนาดใหญ่ เป็นเสือลายพาดกลอน หางยาวห้อยแกว่งส่ายไปมา ตาเหลือกไปมา ตาเสือเขียว หนวดกาง หน้าต่ำลงร้องโฮกใจสั่นระรัว ตอนนี้ กิเลสไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน ความกลัวจับขั้วหัวใจเข้ามาแทน จึงตั้งหน้าตั้งตา เรียกบารมีหลวงปู่ปาน หลวงพ่อมหา ไม่ทราบว่า จะยึดใคร นึกถึงหลวงพ่อพระครูสุรินทร์ด้วย ตอนนั้น จึงตั้งใจสวด สวดจนกระทั่ง ปากสั่นมือสั่น ไม่รู้ว่าสวดอะไร แต่จำได้ว่า สวดตอนนั้น อกรณีบทหนึ่ง ยันทุนนิมิตตัง อเสวนา สวดหัว สวดท้าย กลางไม่รู้ไปทิ้ง ตรงไหน ได้หัวได้ท้ายแล้วจมหัวท้าย ๆ จม เสือนั้นโจนโฮกเข้ามาอีกทีหนึ่ง โจนโฮก เข้ามาแล้วก็กระเด็นออกไป จึงว่า เออ หลวงปู่หลวงพ่อท่านช่วยแน่ละตอนนี้ เพราะเห็นเหมือนกับไอ้สัตว์ ตัวลิงตัวนั้น เขาเรียกอาการ ของเสือโดดเข้ามาแล้ว เหมือนถูกใครถีบ หรือผลักออกไป เหมือนกับผีกองกอย ตอนนั้น ใจเริ่มชื้น ขึ้นมาว่า ไม่ตายแล้ว หลวงปู่ หลวงพ่อ ท่านช่วยแน่ เสือโดดเข้ามา แล้วก็หายไป โดดเข้ามาแล้วก็หายไป ไม่ใช่หายออกไปเลย กระเด็นออกไปอยู่ห่าง ๆ พยายามอยู่ยังงั้นแหละ นึกว่า เอ จะทำยังไงดีหนอ จึงแผ่เมตตาให้เสือ ๆ นั้น ยืนสงบนิ่ง ถอยหน้า ถอยหลังแล้ว ยืนสงบนิ่งค่อย ๆ ก้มหัวลง แล้วก็เงยหน้าขึ้น ก้มลงแล้ว ก็เงยหน้าขึ้น ประมาณ 4-5 หน แล้วก็เดินจากไป อย่างไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ผมตกใจแต่ก็ใจชื้น เพราะเสือไม่ทำอันตราย จนกระทั่งแสงสว่างเริ่มขึ้นมา

ตอนกลางวันก็เดินไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่อาหารสักเม็ดหนึ่งก็ไม่ได้เข้าปาก ความหิวโหย ทั้งหิวน้ำ น้ำก็หาไม่ได้ เดินไปเรื่อย ๆ พบต้นกล้วยป่า ก็ฉีกกาบกล้วยขึ้นมา แล้วก็กินน้ำกล้วย น้ำมันก็ฝาด เดินไปเจอสำเลียงป่า ก็รูดในสำเลียงขึ้นมาเคี้ยว ๆ ดูดน้ำแล้วก็พ่นใบทิ้ง ทำอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งอิ่ม แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ จน กระทั่งถึงแม่น้ำหนึ่ง แม่น้ำนั้นกว้างมาก จึงดีใจ อยากจะอาบแต่ก็ไม่ทราบว่า มีอะไรดลใจไม่ให้กล้าลงไป มองไปเห็นคนขุดเรือกัน โป๊กเป๊กๆ ประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ ขุดเป็นเรือลำเล็กๆ ประมาณ 2 คน หรือ 3 คน ไปได้ โยมขุดเสร็จแล้ว ก็หันมามองหน้า บอกผมถวาย หลวงพ่อ บอก เออ ดีโยม ๆ อายุ วรรณัง สุขัง พลัง ก็ว่ายังงี้ แต่ก็ไม่ได้ให้พรอะไร แต่สายตา ของโยมทุกคน เหมือนมีอะไร แฝงอยู่ในดวงตา ผมก็ลงเรือ เรือนั้นก็ไสลงน้ำ มือหนึ่งถือกลดอีกมือหนึ่งก็พลุ้ยเรือไป มองเห็นตลิ่งอยู่ใกล้ ๆ พุ้ยไม่กี่ที พยายามพุ้ยยังไง ๆ ยิ่งไม่ถึง ยิ่งพุ้ยเรือมันยิ่งถอยหลัง เอ มันยังไงหนอ คิดว่าอีกแล้ว เจออีกแล้ว จึงภาวนาถึงพุทโธ พอนึกถึงพุทโธ ภาพพระก็ปรากฏ จับภาพพระนั้น ยกขึ้นเทินบ่าเทินไหล่ เทินหัว ตอนยกภาพพระไว้เบื้องหน้า ก็พบว่าตัวเอง นั่งอยู่บนก้อนหิน สองมือพุ้ยน้ำเล่นอยู่งั้นแหละ ขาอยู่บนหิน หินสองข้าง ก็ไม่รู้ประกบขาไว้ ยังไง พยายามเอาออก ก็ไม่ออก เอ มันยังไง คิดยังไงก็ไม่ออก แต่บอกเสียก่อนว่า ดินติดหลัก กลดน่ะศักดิ์สิทธิ์ หลวงปู่หลวงพ่อธุดงค์มาละก็ ขอดินหลักกลดไว้ให้ได้ ไม่รู้ว่าอะไรมาดลใจจึง แคะดินที่ติดหลักกลดเล็ก ๆ น้อย ๆ ปั้นเป็นก้อนแล้วค่อย ๆ หย่อนลงไปในน้ำหินนั้นก็ละลายออกเป็นน้ำ ตอนนั้นจำได้ว่า น้ำน่ะเป็นแอ่ง เล็ก ๆ ไม่ใช่แอ่งใหญ่ ผมอยู่ในแอ่ง ได้ยังไงก็ไม่รู้ ทีรู้ทีแรกนะ มันเป็นแม่น้ำใหญ่ จึงรีบเดินไปจากที่นั่น ความกลัวก็เริ่มขึ้นแล้วว่า ป่าที่นั่นมันเฮี้ยน แล้วก็มันดุ โป่งป่าคงแรงแน่

พอเดินไป ๆ ก็เสียงดังแหว๊ก ! ชักตกใจอีกแล้ว ตอนนี้ไม่รู้ว่าอะไร เสียงแก็กอีกแล้วก็นึก เอ๊ จั๊กจั่นเรไร ก็ไม่ร้อง เงียบทั้งป่าเลย เสียงอะไรก็ไม่มี ยืนหันหน้า หันหลัง จะไปก็กลัวเจอแม่น้ำอีก จะไปข้างหน้าก็ยังกลัว แล้วนึกว่า จะตายก็ให้ตาย นึกถึงหลวงปู่ หลวงพ่อท่านเรื่อย เสียงก็ยังเงียบ เดินไปเรื่อยๆ สักพักหนึ่ง ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินไปอีก ก็ไม่มีอะไร เอ มันหายไปยังไงหนอ เดินไป เสียงโครมคราม ต้นไม้ใหญ่ ๆ หักกลางต้นอย่างกับคนเลื่อย ทำอยู่ยังงั้นแหละหลายๆ หน ใจขวัญหนีดีฝ่อ แต่มั่นใจว่า ไม่ตายแล้ว เจอมามากกว่านี่ ยังไม่ตาย แค่นี้ไม่กลัวมึงหรอก มันก็หัก อยู่ยังงั้นแหละ สักพักหนึ่งก็หาย

เดินมาจนกระทั่งเย็น อากาศเย็น เพราะทางเหนือนี่ หมอกมาก เพียง 6 โมงเศษ ๆ เท่านั้นเองหมอกขาว มองไม่เห็นต้นไม้ ได้ยินแต่เสียงใบไม้ใหญ่ ๆ ฟาดกันเสียงดังผัวะผะ มองไปเหมือนทะเล มันขาวไปหมด มีร่างดำตะคุ่ม ๆ อยู่ข้างหน้าจึงว่า โยมจ๊ะ รออาตมาด้วยซี จะอาศัยทางไปด้วยมันมืดแล้ว โยมก็เดินเรื่อย มองเห็น ใบบัวขาว ๆ คลุมหัวอยู่ เอ โยมก็ไม่รอ เดินไปใกล้ ๆ มองดูเห็นใบบัวคลุมหน้า เจาะเป็นลูกตา 2 รู เรียกก็ไม่พูด เดินจนกระทั่งทัน บอกว่า โยมจ๊ะ ทำไมไม่รอ อาตมา โยมร้องครอก ตกใจ ใช้มืดปัดใบบัว ใบบัวหล่นจากหัว เห็นว่า ไม่ใช่คน เป็นหมี แต่เป็นหมีคนขนาดใหญ่ หมีนั้น ตกใจวิ่งไปข้างหน้า ผมก็หันหลัง ทำท่าจะวิ่ง แต่ก็ไม่กล้าวิ่ง ใจชื้นที่เสียง มันตุ้บ ๆ ออกไป ไกลแล้ว จึงเดินเรื่อย ๆ เดินมา จนกระทั่งถึงหมู่บ้าน ห่างหมู่บ้านนั้น มีถนนลาดยางมะตอย

โยมบอก หลวงพ่อมาก็ดีแล้ว พวกเรารอความช่วย เหลือมานาน อะไรล่ะโยมใครเป็นอะไร โยมบางคนก็ พาลูกพาหลาน ที่ไม่ค่อยสบาย เอามาให้รักษา มีหยูกมียาติดไปก็ให้กิน โยมนิมนต์ให้อยู่ ถึงไม่นิมนต์ก็จำเป็นต้องอยู่ โยมมาคุยด้วยหลายคน โยมเล่าเหตุการณ์ ให้ฟังว่า โค้งตรงนี้น่ะเคยมีคนตาย นับตั้งแต่เป็นถนนดิน จนกระทั่งเป็นถนนลาดยางมะตอย นี่ 100 ศพ หรือ 30 ศพนี่นับไม่ได้ แต่โยมรู้ว่า ตายแน่ ตายมากด้วย จึงไม่ค่อยเชื่อโยม คิดว่า คงจะหรอกให้กลัว จะดูว่าเราเป็น พระธุดงค์มาจริงไหม หรือปลอมมา เพราะเขตนั้น มีพวกคอมมิวนิสต์ปลอมแปลงมา พวกที่คิดก่อการร้าย บอกว่า โยมพาไปดูดีกว่าโยม กลดก็ไม่ได้ปักแต่วางพิง ไม่ทราบว่า พิงก้อนหินหรือพิงอะไรไว้ โยมพาไปใช้ไฟฉายฉายอยู่กับพื้นดินเห็นเลือด หยดเป็นกอง ๆ เลือดดำ เหมือนน้ำมันเครื่องราดถนนเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละ 5 ที่ 3 ที่ 2 ข้าง ๆ นั้นมีลูกกรง เหล็ก เป็นเสาปูนล้อมเอาไว้ มีทาสีดำสีขาวพาดไว้เหล็กนั้นบุบ ๆ พัง ๆ บางครั้งก็หัก บางเสาก็บิ่น เพราะรถมันชน โยมเล่าให้ฟังว่ามีรถมอเตอร์ไซค์นั่งมา 2 คน เตรียมเงินมาหลายหมื่น จะไปซื้อมอเตอร์ไซค์ รถเครื่องชนกระเด็นไปตายบนแง่หินโน้น

ตอนนั้น อากาศชักเย็นขึ้น ๆ เพราะมันมืดแล้ว หมอกเริ่มขาว แต่ยังมีแสงสว่าง ญาติโยม แห่กันมาเยอะ ถามว่า โยมใครจะไปตลาดได้ล่ะ ไม่ทราบว่า อะไรมันดลใจให้พูดไปยังงั้น

จะไปทำไม ? ไปซื้อ ตะปู
จะเอามาทำไมล่ะหลวงพ่อ ?

พูดไปว่า จะเอามาสะกด เผลอปากพูดออกไป
นึกว่า เอ เราจะ เอาบทไหนสะกดหนอ นึกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งโยมมา

โยมมา ก็ให้เอาน้ำมัน เอาขันมา เอาเทียน จุดเข้าทำน้ำมนต์ ไม่รู้ตัวว่า สวดอะไร ประมาณสักพักหนึ่ง ก็เอาตะปูใส่ขันลงไป ตะปูดังแก๊ก กระโดดออกมาเก๊งอยู่กับถนน ทำอยู่งั้นตั้งหลายต่อหลายหน ตะปูไม่ยอม อยู่ในขันธ์สักที เอ มัน ยังไงหนอ จึงอาราธนาบารมีหลวงปู่ปาน บารมีหลวงพ่อเขียน บารมีหลวงพ่อพระมหาวีระ แถมท้าย ยังนึกถึงหลวงพ่อพระครูสุรินทร์ด้วย แล้วปลดลูกประคำที่ติดตัวไป พระเครื่องเป็นพระเหรียญ เหรียญหลวงปู่ปาน เหรียญหลวงพ่อมหา เหรียญหลวงปู่แหวน ใส่ลงไป ในขันน้ำมนต์ ตะปูนั้นก็อยู่เฉย น้ำก็เกิดปาฏิหาริย์ คือ เดือดขึ้นมา อย่างกับตั้งน้ำร้อน โยมแห่กันเข้ามาดู เหม็นกลิ่นปาก เหม็นกลิ่นลมหายใจจากญาติโยม สักพักหนึ่ง ตั้งจิตเป็นสมาธิ เกิดสมาธิแล้ว ก็เป่าลงไปในขัน น้ำนั้นก็เบาแล้วก็หาย(เดือด) จึงมั่นใจว่า ช่วยได้แน่ จึงเดินไปอีก โยมก็เดินตามไป ตอนนี้โยมไม่รู้มาจากไหน มากันมากเกือบ ๆ ร้อย คนไฟฉายจากญาติโยม ส่องกันให้เกลื่อนกลาดไปหมด เจอที่กลุ่ม หนึ่งมี 5 ที่ จึงเอาตะปู ตอกกับพื้นยาง มะตอยกลางถนน เอาขวานตอก ก่อนจะตอก เขียนตัวขอม กับตะปูว่า นะ มะ พะ ทะ จะ พะ กะ สะ งอ ออ กอ อะ นะ อะ กะ อัง เขียนต่อไป จนกระทั่ง รอบตัวหมดทั้ง 9 ตัว เขียนเยอะหลายที่ แต่ไม่ทราบว่า เขียนไป ยังไง เขียนหรือเปล่า หรือไม่เขียน แต่รู้ว่า มีตัวขอมติด แล้วก็ตอกลงไป เข้าใจว่า คงเป็นเทพเจ้า หรือบารมีหลวงปู่ หลวงพ่อท่าน เมตตา ท่านรักหน้า ไม่อยากฉีกหน้าว่างั้น พอตอกตะปู จิ่มลงไปหน่อยหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคนร้อง หวีดหวิว แบบโอดครวญเจ็บปวด ทั้งมีเสียงคำราม ร้องไห้หวีดหวิว ดังเย็นยะเยือก ความกลัวจับขั้วหัวใจ ญาติโยมทั้งหลาย พากันมายืนอยู่ข้างหลังผม ที่อยู่หน้าก็พากันถอยมา เลือดทะลักออกมา เลือดแดงฉานเหม็นคาวคลุ้ง ยืนสงบนิ่งสักพัก เลือดนั้นก็ค่อยเดือดปุด ๆ ขึ้นมาตามรูตะปู จึงแข็งใจ ตอกลงไปไม่สงสาร ทีแรกก็สงสาร เพราะมีเสียงร้องออกมา ตอกลงไป ๆ จนมิด ทุกที่ ๆ ตอกลงไป จะมีเสียงร้องแบบโอดครวญ แล้วมีเลือดทะลักออกมาหมดทั้ง 9 ที่ จึงกลับไปที่กลด ปักกลดแล้วตอนนี้

พอปักกลด คืนนั้นหลายหลายมาก ญาติโยมไม่รู้ มาจากไหน คุยกันประมาณเที่ยงคืน โยมก็ลากลับไป ตอนนั้นความกลัวไม่กล้าประมาท สวดมนต์ไปสวดได้ ก็ไม่ต้องกาง แบบสวดไม่ได้กางหนังสือ เป็นพิธีสวดกันถึงครึ่งเล่มทั้ง ๆ ที่อ่านไม่ค่อยออก แต่ก็พยายามสวด เพราะความกลัว สักพักหนึ่ง ก็มีโยมมาคุยด้วยประมาณสัก 20 คนได้ แต่ก็สงสัยเหมือนกัน ได้ยินเสียงโยมพูดมันสั่นเครือ บอกว่า เดี๋ยวก่อนนะโยม กิจยังไม่สำเร็จ จึงสวดมนต์ไปเรื่อย ๆ จิตมัน ตอบว่า ไม่ใช่คนแน่ จึงถามดัก ๆ ว่าโยมนี่ ต้องการอะไรล่ะ มาต้องการส่วนบุญส่วนกุล ทีนี้ความเย็นเยือกเข้าจับขั้วหัวใจเลยว่า ใช่แน่แล้ว ใช่แน่ พออย่างนั้นเอง ภาพปรากฏตรงหน้าก็ลืมตา เห็นมีเป็นภาพซากศพของ คนแบบตายใหม่ ๆ เลือดเกรอะกรัง แขนขาด ขาขาด หัวขาด พุงทะลัก เก็บมากอง ๆ กันไว้ อย่างกับกองดุ้นฟืน มองเห็นศพเกลื่อนกลาดระเกะระกะ จึง เอ๊ะยัง ไม่ยอมอีกกระมังหว่า นึกในใจ จึงตั้งใจสวดแบบอกุสลา สวดจนจบแต่ก็ไม่ทราบว่า ท่องผิดหรือถูกแต่รู้ว่า จบ แกก็ยังไม่ยอมหาย จึงว่า เอ มันยังไงหนอ จึงสวดแบบ อุตติ อุตตะ มหาอุปัต มหาอุปัต กัตตามิติ อันนี้ ก็ไม่รู้คิดมายังไง พอสวดจบ ร่างนั้ก็กลายเป็นมนุษย์ธรรมดา พนมมือกันแต้ กลิ่นธูปควันเทียนหอมให้คลุ้ง ไปหมด

ก็ถามโยมอีกทีว่า โยมจ๊ะอยากไปเกิดกันไหมตอนนี้
โยมอีกคนหนึ่งเป็นชายนั่งออกหน้าเขาหมด บอกว่า อยากไปซี อยากไป

อยากไปก็ให้ตั้งใจ ก่อนที่จะถามว่า อยากไปเกิดไหมน่ะ ถามว่า โยมมาอยู่ที่นี่น่ะกินอะไรจ๊ะโยม โยมไม่มีกินหรอก

อยู่ทำไมล่ะ ?
อยู่ไปยังงั้นเองแหละ เคืองมัน มันปล่อยให้ตาย

แล้วโยมทำเขาได้อะไรล่ะ ?
บอกได้ซี ได้ความแค้นยังไงล่ะ เคืองเขาว่า ปล่อยให้ตายจึงคิดว่า เอามันมั่ง ปรากฏว่า ตายหลายต่อหลายศพ

จึงตั้งใจบอกว่า โยม ถ้าอยากไป เกิดจริง ๆ ละจงตั้งใจนะ ร่างปีศาจเหล่านั้นก็พนมมือกัน ตอนนั้นจำว่า มันมีกลิ่นเหม็น เหม็น มากจนแทบหายใจไม่ออก แต่ก็ตั้งใจ ชักบังสุกุลตาย 3 หน ร่างนั้นก็หายไปหมด

เช้าตื่นขึ้นมาสาย เพราะมันนอนหลับดึก โยมเอาสำรับมา จำไม่ได้ว่ากี่สำรับ แต่ตั้งใจว่า สำรับ ตั้งแต่หน้าข้าพเจ้า ประเคนติด ๆ กัน ยาวประมาณ 5 วา แต่กว้างเท่าไหร่ไม่รู้ คิดว่าต้อง 5 วาแน่ สำรับนั้นมาก จึงยกบาตรไปตั้ง บอกว่า โยมมานี่ก็ดีแล้ว เอาข้าวนี่ใสบาตรโยมเอาอาหารใส่บาตรจึงถามว่า หลวงพ่อ แล้วแกงกับขนมนี่จะทำยังไงล่ะ ใส่ไปปนกันแหละโยม โยมทำปากจู๋ ทำท่าแบบกินไม่ได้ จึงบอกว่าใส่ไปเถอะ โยมทำตาเหลือก ๆ จะกลัวหรือเกรงใจไม่ทราบ โยมจึงนั่งกินข้าว กินไปด้วยโยมก็เล่าให้ฟังว่า โค้งตรงนี้ ศักดิ์สิทธิ์ มีคนตายมาหลาย ๆ คน มีรถปิคอัพ มาคันหนึ่ง 5 คน ครอบครัวหนึ่ง ชนกับกำแพงตายหมด รถมอเตอร์ไซค์มาก็ตาย รถเก๋งมาเป็น ครอบครัว ของปลัดอำเภอพร้าว ย้ายกลับสู่กรุงเทพก็มาตาย รถ10 ล้อ ขับเลยไปลงเขาไปเลย ก็ตายหมด โยมเล่าว่า รถ 10 ล้อ ชนคนขับรถมอเตอร์ไซค์กระเด็นไปตายบนม่อน กลางคำากลางคืน คนจะไม่กล้าผ่านเลย คนต่างถิ่นขับรถผ่านมา รถนั้นก็จะถูกทำจนกระทั่งเครื่องดับบาง ทีก็มาเสียตรงนั้น หรือน้ำมันหมด แล้วจะมีเหตุการณ์ให้เห็นแบบนี้ ญาติโยมที่ผ่านมา บางคนก็จับไข้ ถึงขนาดหัวโกร๋น บางคนที่เห็นเหตุการณ์ เมื่อวานนี้ ก็กลัวจะไม่สบาย ก็ทำน้ำมนต์รดโยมตรงนั้นเอง จำได้ว่าท่องนะโม 8 บท ท่องเสร็จแล้วก็รด รดเสร็จโยมก็นิมนต์ให้อยู่ที่นั่น ว่าจะสร้างเป็นห้องให้อยู่ ตอบว่า อยู่ไม่ได้หรอกโยม ยังไม่ถึงที่อยู่ จึงลาโยมแถวนั้นไป โยมนั้นพากันเดินไปด้วย บางคนก็ขับรถไปด้วยแล้วคุยไปนิมนต์ขึ้นรถ ใจอยากจะขึ้นเหมือนกันแต่ว่า ขึ้นไม่ได้ตอนนี้ ไม่ทราบว่าอะไรมัน สะกิดใจจึงไม่ขึ้น โยมนั้นไปกันหลายคน ไปส่งผมไกลมาก ไกลพอดู โยมจึงลากันกลับ แล้วบอกว่า โชคดีนะหลวงพ่อ ไปดีมาดี ขากลับละ แวะโปรดพวกผมอีก คิดไว้ว่า ขากลับจะมาแวะ แล้วก็เดินไป อีกเลยตอนนี้ ไม่ทราบว่าเข้าเขต อะไร คิดว่าคงเป็นเมืองเชียงใหม่ มีเขามาก เขามากมายพอดู

คิดเอาเองว่า เอ แถวนี้จะมีวัดไหมหนอ มองหาวัดก็ไม่เจอ มีแต่ทิวเขาขุนเขามากมาย น้อยใหญ่ ระเกะระกะ เดินไปบนเขา ขึ้นไปสูง ข้างล่างเป็นป่า ป่าเล็ก ๆ แล้ว ก็ล้มป่าแบบจะปลูกป่าสัก ขึ้นไปแล้วก้าวพลาด กลิ้งลงมาจากยอดเขาถึงกกเลย ก่อนจะกลิ้งลงมานั้น กลดกลิ้งออกหน้ามาอีก ทางหนึ่ง ไม่ทราบว่า บาตรที่สะพานอยู่ หลุดออกมายังไง กลดนั้นไปพิงกับไม้ ที่เขาบาก เป็นปากฉลามเข้าไว้ แล้วบาตรก็พิงอยู่ ผมกลิ้งลงไปจึงไปปะทะที่กลดและบาตร พอรู้สึกตัวก็แหงะดูข้าง ๆ คิดว่า เออ ถ้ากลดไม่ช่วยตายแน่ ไม้ปากฉลามนี่มันคงเสียบทะลุแน่ จึงค่อย ๆ ไต่ลงมา ไม่ให้ขึ้นไปก็ดีแล้ว จึงเดินไปข้างล่าง เดินไปเรื่อย ๆ เสียงนกหวีดเป่าปรี๊ดขึ้น เอ เสียงอะไร เสียงนกหวีด มองไปบนยอดไม้สุด เห็นยอดไม้กิ่งไม้หวั่นๆ สักประเดี๋ยว ก็มีพวกแม้วมากลุ่มหนึ่ง แต่งตัวแบบนุ่งกางเกงจีน มีอาวุธครบมือ อาวุธปืนแบบทันสมัยบอกว่า หยุดก่อน นะท่านเข้ามาตายแน่ พูดแบบภาษาคนไทย ถามว่า ท่านมาจากไหน เป็นใคร ชื่ออะไร ก็บอกไปตามความจริง แล้วควักใบสุทธิให้แกดูแกก็ดู ๆ ๆ ๆ พลิกไปพลิกมา เข้าใจว่า อ่านหนังสือไม่ออก บอกว่า เข้าไปได้ จะไปที่ไหนตอบว่า ไม่มีจุดหมายหรอก แล้วไปยังไง เข้าได้ออกไม่ได้ ผมก็เดินผ่านหมู่บ้านนั้นไป พวกแม้วนั้นเดินไปส่ง กลัวผมจะเป็นอันตราย จากสัตว์ร้ายในป่า เดินไปก็เจอไก่ป่าอยู่บนกิ่งไม้ พอเห็นผมมัน ก็ดีอกดีใจ เอาปีกกระพือดังพึ่บ ๆ ๆ ๆ เอกอี๋เอ้กเอ้ก แม้วยกปืนขึ้นยิงปัง ไก่นั่นก็ตกลงมา แต่ไม่ได้ตกลงมาสู่พื้นดิน เพียงแต่หล่นลงมา เอาตีนเกาะกิ่งล่างอยู่ หัวห้อยลงมาข้างล่าง แม้วยกปืน แล้วก็เล็งแล้ว ก็ยิงปังไป ผมก็หยุดดู เลือดไก่หยดสาดลงมา แต่ไก่นั้นไม่ยอมหล่น ยิงกระทั่งหมดแม็ก ฯ แม็ก ฯ ปืนยาวประมาณคืบ ไก่ก็ไม่ยอมหล่น

จึงถามว่า มันเป็นอะไร อีกคนตอบว่า ไม่รู้ซี ถามหลวงพ่อดีกว่า
ผมก็ตอบว่า เจ้าป่าเขาไม่เต็มใจให้ละมัง โยม ขอซีจะได้

แม้วนั้นก็ยกมือขึ้นพนม บอกขอเฮาเถอะ สักประเดี๋ยว ไก่ก็หล่นตุ้บลงมา

แล้วก็เดินทางไปเรื่อย ๆ เลยหมู่บ้านไปเข้าเขตเขา เจอเอารถไม้ แม้วใช้รถ ไม่ใช่ 10 ล้อ ปิคอัพหรือรถเก๋งหรอก แต่ใช้รถใช้ไม้เป็นลูกกลม ๆ ขึ้น เอาไม้อันใหญ่แข็งแรง เจาะเป็นล้อรถ ข้างหน้า ข้างหลัง 4 อัน แล้วเอามือจับ โยกซ้าย โยกขวา รถนี้ใช้วาง แล้วไหลไป จากยอดดอยได้ ขับรถลง มาเห็นผมกำลังจะปักกลด บอกว่า นิมนต์เถอะครับ นิมนต์เถอะ อยู่ตรงนี้ไม่ได้หรอก เคยมีบ้านคนอยู่ แล้วถูกรื้อ คนก็ตาย มีไร่ อ้อยก็ทำไม่ได้ ทำมาหากิน แถวนี้ ไม่ได้เลย ทำไม่เล่าโยม ? ช้างมันรังควานหมด แต่ใจคิดว่า ไอ้หมอนี่ โกหกแน่ ไม่เต็มใจอยู่หรอก จึงปักกลดไม่เชื่อมัน ปักกลดเสร็จสวดมนต์ประมาณ 3 ทุ่ม 4 ทุ่ม ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งนั่งหลับพิงกลด แต่ไม่ยอมนอน ตอนนี้จะนอน มันก็นอนไม่หลับ หนึบหนับ ๆ แต่ก็ง่วงนอน แต่ก็ไม่ยอมหลับ ประมาณสักเที่ยงคืนเศษ เสียงต้นไม้ น้อยใหญ่ในป่า หักโครมคราม ๆ เสียงร้อง แปร๊ด หรือเสียงแว๊ด ๆ อย่างกับคนตกใจ เสียงแบบ ลูกวัวร้องเรียกแม่ สักประเดี๋ยวเดียวร่างดำ ๆ ใหญ่ ๆ ก็พามา เรียงคิวเข้ามา หูสองข้าง กระพือแบบ เอากระด้งฝัดข้าว งวงชูขึ้นสูง ดิ่งเข้าใส่ พอดิ่งเข้าใส่ มันวิ่ง เข้าใจว่า จะเป็นหัวหน้าฝูง เป็นช้างยาว ตัวยาวใหญ่ กระดูกสันหลังสูงเหมือนช้างขนของ ดิ่งเข้าใส่ ผมตกใจกลัว กลัวจนกระทั่งตัวแข็ง ไม่รู้จะพูดอะไร พูดอะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้ ภาวนาก็ไม่ได้ภาวนา ช้างนั้นดิ่งเข้าใส่ จนจะถึงกลด ช้างเดินวน ๆ แล้วก็จับภาพพระพุทธรูปได้ ก็จับภาพพระพุทธรูป มาตั้งบนหน้าตัก ขึ้นบนบ่า ยกขึ้นเทินหัว ตั้งบนยอดกลด ช้างนั้นถอยหลังออกไป ถอยหน้าถอยหลังอยู่สักพัก ช้างลูกโขลงก็พากันวิ่งมา ดินสะเทือน สั่นหมดตอนนั้น ดินก็สั่น ตัวก็สั่น ปากก็สั่น ใจก็สั่น หลับตาก็เห็นภาพช้าง ก็คิดว่า ลืมตา แหละดี เห็นภาพชัดดี ตายเป็นตาย ช้างตัวนั้น ก็เก่งจัง ยืนขวาง อยู่หน้ากลด ช้างฝูงในโขลง วิ่งมาถึง ใช้งวดดันให้ช้างวิ่งเลยไป จนกระทั่งถึงตัวสุดท้าย เป็นช้างไม่มีงา มีแต่งวง ร้องแปร๊ด ส่งเสียงคำรามดิ่งเข้าใส่ ช้างตัวนั้นใช้งวงดัน กลดเอนเข้ามาอีก เอนเข้ามา ประมาณ 2-3 หน ช้างตัวนั้น ยกงวงขึ้นสูง แล้วกด ตุ้บลงไป กลางหลังไอ้ตัวนั้น เสียงร้องแปร๊ด ออกมาอีกที เหเข้ามาอีกที จวกเข้าไปอีกที เสียงดัง ตุ้บใหญ่ ถ่ายอุจจาระออกมา พรูดเป็นกองใหญ่ ใหญ่กว่าแปลงข้าวกล้าเล็ก ๆ ฉายไฟดู มีหนามไผ่ระเกะระกะเป็น หญ้าเขียว ๆ บ้างใบไผ่เขียว ๆ ขี้ช้างหยาบจริง ๆ ใบไผ่ทอนสามสี่ อ้อยป่าทอนสามทอนสี่ ก้านกล้วยเพียง แต่ฉีก ๆ เท่านั้นเอง มันขี้ออกมา

ตอนเช้าโยมเอาอาหารมาให้ โยมเห็นชี้ช้างแล้วผมไม่เป็นอันตราย พากันมาดูเยอะหมด เอาอาหารมาให้ นิมนต์จะให้อยู่ ผมบอกว่า รับปากไม่ได้หรอกโยม จึงเดินเข้าป่าลึกไปอีก อีตอนนี้ก็ ประมาณสักเที่ยงวันได้ ถูกแดดนึกง่วงนอน จึงปักกลดกลางวันเลย ปักกลดแล้วจะนอน พอนั่งหลับตาจะนอน ก็มีเสียงกึก ๆ ๆ ๆ กลดหวั่น เอ๊ะ มันเป็นอะไร กลดถึงได้หวั่น ลืมตาไปก็เสียงแกร๊ก ๆ มองไม่เห็นตัว เห็นแต่ใบไม้หวั่น ๆ อยู่บนยอดไม้อะไรเอาอีกแล้ว นึกว่าอย่างนั้น ก็ทำท่า หลับตาอีก อีตอนนี้เห็นเลย ลิงหัวโต ๆ ค่อย ๆ ไต่ลงมา โจนพรึ่ม มาบนยอดกลด แล้วเอามือเขย่า ๆ ยอดกลดหวั่น ๆ เอ๊ ไอ้ลิงตัวนี้มันยังไง มันลงมาโจนพรึ่ม มาบนยอดกลด แล้วเอามือเขย่า ๆ ยอกกลอหวั่น ๆ เอ๊ ไอ้ลิงตัวนั้นี้มันยังไง มันอยู่อย่างงั้น หลายหน จนผมชักโมโห จึงหยิบข้าวก้นบาตร เป็นข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อน ๆ แกล้งโยนไปที่กกไม้ พอโยนไป ความไวของลิง โดดแพล้บมารับข้าวแล้ว โดดขึ้นไป เอาขึ้นไปกินบนยอดไม้ สักพักรูดใบไม้ลงมาข้างหน้า ขี้ลงมาบ้าง โยนใบไม้บ้าง แล้วก็ไต่ลงมาอีก โยนไปอีกก้อน ก็รับไปกินอีก ลิงทั้งหมด หลายตัวเป็นฝูง รับเอาไป แล้วก็ไปแย่งกันกิน ประมาณสักสามก้อน ใจไม่ค่อยดี มันจะทำร้ายหรือเปล่าก็ไม่รู้ มันมองตาแป๋ว จึงว่า เข้ามาซี เอ้า เข้ามาก็เข้ามา ไม่รู้ว่า อะไรมาดลใจ จึงเปิดกลด ลิงนั้นก็มุดเข้ามา ลูกน้องก็วนอยู่ข้างนอก เข้ามาได้ มานั่งอยู่ห่าง ๆ ไม่รู้ว่า จะทำยังไง มันก็เอามือโหนหลักกลดขึ้นไป ใช้สองมือรั้งเส้นลวดแล้วก็โยนไปโยนมา เลยเอามือตีตูดมันปั๊บ มันแยกเขี้ยวร้องครอก ทำตาเขียวแล้วมันก็ค่อย ๆ ลงมา แล้วมันก็ขึ้น อยู่ยังงั้นแหละ จึงไล่มันบอกว่า ออกไป แล้วตลบมุ้งขึ้น ลิงค่อย ๆ ไต่ออกไป ผมลาลิงไป ลิงฝูงนั้นก็เดินตามไป แต่ตามไม่ไกล ตามไปตัวเดียว ตามไปเรื่อย ๆ

เดินไปอีกไม่ไกลนัก ก็พบช้างนอนซุกอยู่กับก้อนหิน ช้างนั้นถูกตอไม้สวนตีนเข้า มีหนองมองเห็นเนื้อใส ๆ มองเห็นหนาม ที่สวนเข้าไปดำ ๆ ยาวประมาณใกล้ศอก ช้างพยายามจะยกขาหนี แต่ก็หนีไม่ได้ เอางวงชู ขึ้นร้องแว๊ก ๆ แล้วก็ฟาดกับดิน เสียงดังบีก ๆ ผมก็ว่า ไม่ต้องหนีหรอก ไม่ทำอันตรายหรอก จะช่วย คิดว่า จะช่วยก็เอาขวานที่ติดไปไปพันเปลือกไม้ขึ้น เอาเปลือกไม้มาวาง รองตีนช้าง แล้วก็ใช้ขวานนั้นแหละ ผ่าที่ปากแผล ถูกหนาม หนองทะลักออกมาขาวจั๊วะ เอามือรั้ง ก็ไม่ออก ช้างนั้น ก็ยกตีนขึ้น เพราะความปวด จึงใช้ปากกัด หนองทะลักใส่หน้า ใส่จมูก แต่ตอนนั้นไม่คิดอะไร เหม็น แต่ตั้งใจจะช่วย ใช้ปากกัด กัดรั้ง จนฟันเจ็บมันก็ไม่ยอมออก จึงใช้ขวานเถือน้ำมันเน่าติดมาเป็นยวงๆ พอหลักมันหลุดเป็นคล้ายๆ หลักไผ่ หลุดออกมามีเนื้อช้างติดออกมาด้วย อย่างกับเปลือกกล้วยเขาปอกเปลือกนั่นแหละ ออกมาทั้งยวงเลย จึงเอาเปลือกไม้ห่อหน้าตีนช้าง ใช้เถามัด ช้างก็เป๋ไปเป๋มาจึงให้เด็กที่ไปด้วย ตัดต้นกล้วยป่ามา เอากล้วยให้ ช้างกิน ช้างกินกล้วย สักพักหนึ่ง พยายามจะลุกขึ้นลุกไม่ไหว ส่งกระบอกน้ำให้ช้างช้างเอางวงจับกระบอก น้ำเทลงไปใต้งวง สักพักหนึ่ง ช้างพยายามลุกขึ้น ช้างนั้น ผอมกระดูกเป็นซี่ ๆ ผิวเป็นโครง อย่างกะไม้ซีก ผมไม่รู้จะช่วยช้างยังไง ช้างนั้น ก็พยายามเดิน ผมบอกว่า ลาก่อนนะไอ้เพื่อนยาก ถ้าไม่ตายก็กลับมา พบกันอีก

ผมก็เดินมาสัก 3-4 วัน ก็เข้าเขตมีขุนเขามาก แต่ว่าไม่ไกลหรอก จะถึงวัดหลวงปู่ครูบาธรรมไชย เอ มัน เขตอะไรหนอ ก็ไม่ทราบว่า เขตอะไร รู้แต่ว่า เขตเชียงใหม่ ถามว่า แถวนี้เรียกดอยอะไร เขาบอกว่า ดอยสุเทพ ถึงดอยสุเทพ มันเกิดแบบว่า เมื่อยอีกทีหนึ่ง จึงปักกลด ปักแต่ไม่กาง นั่งพิงหลักกลด อยู่ใต้ร่มไม้ หลับตา ความเหนื่อย ทำให้ผมหลับจนลืมตัว ฝนตกลงมากลางวันแสกๆ ผมก็ไม่รู้ว่า ฝนตก รู้ตัวอีกที พอลืมตาปรากฏว่า อยู่บนยอดดอยสุเทพ มีคนนุ่งขาวผมยาว เขาเรียกว่า เนกขัมมะนารี

ถามว่า โยม ผมขึ้นมาไงล่ะโยม
โยมตอบว่า มีแม้ว 2 คน ผัวเมีย อุ้มท่านขึ้นมา ท่านมาจากไหนล่ะ ?

ก็บอกโยมไปตามตรงว่า มาจากวัดใหม่วังตะกู โยมร้อง โอ้โฮ มาไกล มากี่วัน เล่า
ตอบว่า ไม่รู้ ไม่ได้นับหรอก

โยมชวนให้อยู่ที่นั่น มีโยมหลายคน เป็นคนนุ่งขาวห่มขาว แต่ไม่โกนหัวเยอะไปหมด จึงมาดอยสุเทพ ปักกลดที่นั่นคืนหนึ่ง ตอนเช้าหิวข้าว แต่ก็ไม่ได้บิณฑบาต แต่มันก็ไม่หิวมาก จึงเดินลงมาข้างล่าง มาเจอบ้านญาติโยม เจอคนหนึ่งถือขัน ไม่รู้ว่า รู้ยังไงว่า ผมจะลงไป ถือขันคอย ท่าอย่างกับตักบาตรเทโว ยืนกันเป็น แถว ๆ หยิบอะไรไม่ทราบเป็นก้อนๆ ใส่บาตรลงไป เราก็เปิดฝาบาตรรับ แล้วก็ไปฉัน ฉันเสร็จแล้ว ก็เดินไปเรื่อย ๆ เดินไป 2 ฟากทาง เป็นถนนลาดยางมะตอย ถนนตัดผ่าน กลางขุนเขา มองไปเห็นมี รถเก๋งสีขาว อีกคันหนึ่งสีชา จอดอยู่ข้างๆ มีญาติโยม เยอะไปหมด โยมว่า รถหลวงปู่ครูบาธรรมไชย หรือ หลวงปู่แหวน ความดีใจ จึงรีบเดินลงมา หมายจะมากราบท่าน พอเดินมาถึง ท่านก็เปิดประตูรถ จึงกราบท่าน ที่หน้าต่างประตูรถ กราบท่าน ๆ ก็ให้พร ไปดีมาดี นะลูกนะ นักมวยน่ะ คู่ชกน่ะ เขาต้องดูคู่ชก ให้สมตัวกัน มวยแก่ก็ต้องเอาคู่แก่มาชก ไปกราบหลวงปู่ครูบาธรรมไชย ท่านก็ อวยชัยไห้พร จึงเดินลาออกไป ประมาณ 5 วาเศษ มองมาดู อีกทีก็ไม่มีรถ จึงเดินมา จนกระทั่งถึงวัดหลวงปู่แหวน

ดิ่งขึ้นไป วัดหลวงปู่แหวน เจอพระกำลังขุดอิฐ จะเอาไปทำที่โบสถ์ ให้มันสำเร็จ เจอท่านอาจารย์หนู แล้วก็ เดินย้อนเข้าไปอีกที ท่านบอกเข้าไม่ได้หรอก ทางนี้ไม่ให้เข้า ผมจึงเดินย้อนมาเข้าทางนี้ เขาเขียนว่าทางขึ้น พอเดินมาอีกที ก็เห็นหลวงปู่แหวน แต่ไม่รู้ว่า เป็นหลวงปู่แหวนหรอก เป็นพระองค์ แก่ ๆ ใช้ไม้ง่าม เป็นสามง่าม ค้ำพื้นเดิน กระโดกกระเดกลงมา โอ ลูกเณรมายังไงลูก พอพูดจบคำก็กลิ้งผล็อย ๆ ลงไปในเหวระกำข้าง ๆ มองดู บนยอดระกำ หนามยาว ประมาณนิ้ว โผล่ขึ้นจากพื้น หลวงปู่แหวน หล่นลงไปในนั้น ตกใจตายแล้ว หลวงตาแก่องค์นี้ตายแน่ แต่คิดว่า เป็นหลวงปู่แหวน ตอนที่เห็น บนรถไม่มีไม้เท้า ตอนนี้มี ไม้เท้า เห็นบนรถ คอก็ไม่เอียง แต่ตอนนี้คอเอียง จึงขึ้นไปจะไปตามพระบนวัด ให้มาช่วย หลวงตาตกลงไปในเหว พอขึ้นไปอีกทีจิตนึกว่า หลวงปู่แหวนแน่ ยืนขวางหน้ายิ้ม ๆ ผมจะเดินตามไป ก็ปวดท้องเบา จึง แวะไปเบาในส้วม เดินตามขึ้นไป เจออาจารย์หนูขวางหน้าอีก เข้าไม่ได้ หลวงปู่แหวนจำวัด ท่านตื่นเสียก่อน จึงจะเข้าไปได้ อาจารย์หนูพูดยังงั้น แล้วก็มีพระเณร มาอีกหลายองค์ กำลังขุดอิฐอยู่ก็หยุดถามว่า มาจากไหน บอกตามตรง อาจารย์หนูพูดเสียงดังว่า ไม่ยอมให้เข้า สักพักเสียงประตูก็เปิดขึ้น หลวงปู่แหวนใช้ ไม้เท้ายื่นมาข้างหน้า แล้วก็ใช้ไม้ค้ำ ๆ ๆ พูดว่า เออ มาไง ลูกเณร เข้ามาข้างในก่อนซีลูก ผมดีใจมาก ที่ท่านเปิดประตูมารับ จึงรีบเข้าไป อาจารย์หนูหันหลังให้ เดินไปกุฏิ เปิดประตู ปิดฝาประตูดังปึง ผมเข้าไปคุยกับหลวงปู่แหวนสัก 2 ชั่วโมง เอ ถึงหรือไม่ถึง คิดว่า คงถึงไม่ถึงก็กว่า ไม่กว่าก็ถึง 2 อย่าง จึงลาหลวงปู่แหวน หลวงปู่แหวนบอกว่า ตั้งใจนะลูกนะเอาจริง ๆ จัง ๆ บอกว่า พระอรหันต์น่ะ ตั้งแต่บัดนี้ไป จน... จะ เกิดนะ จะมีพระอรหันต์มาก เท่าสมัยพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ความดีใจ มีกำลังใจ ที่หลวงปู่ให้ธรรมะ ขอธรรมะ หลวงปู่ท่าน ให้มา 5 อย่าง คือ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ บอกว่า ทำได้ให้กลับไปหาท่าน ต้องการฤทธิ์ ต้องการเดช ท่านจะให้ ก็ดีใจ คิดว่า คงไม่เหลือวิสัยหรอก เกศา โลมา นี่ ถามหลวงปู่ท่าน ก็บอกว่า เกศา ผม บอกไปจนถึง อันดับสุดท้าย กลับลงมา เห็นอาจารย์หนู คุยอยู่กับโยมที่ข้าง ๆ โบสถ์ ตอนลงอ้อมไปทางโบสถ์โน่น ตัวอาจารย์หนู คุยกับโยม ก้มลงกราบท่านอาจารย์หนู อาจารย์หนู เหลือบเห็นผมกราบ จึงเดินพรึ่ด ๆ หนีไป โยมถามว่า อ้าว ท่านอาจารย์หนู ไม่รับกราบเณรเล่า โยมคนหนึ่งพูดอย่างนั้น รู้ว่าผมเป็นเณร เพราะหลวงปู่ทัก ท่านก็เงียบ ผมกราบถึง 3 หนแล้วก็เดินลาออกไป ลงไปจากวัดหลวงปู่ก็ไม่ไกล นักประมาณสักกิโลเศษ ๆ โยมบอกว่า แถวนี้เจดีย์เยอะ แต่ผมก็ไม่เห็นเจดีย์ โยมถามว่ามา จากไหน ผม บอกว่า มาหา ที่ศักดิ์สิทธิ์ โยมว่า โน่นธาตุกาหลงโน่น คนทางเหนือ เจดีย์ เขาเรียกว่า ธาตุ ธาตุกาหลงน่ะ ศักดิ์สิทธิ์ แต่กาบินไปเกาะ ยังบินไปไม่ได้เลย มันหลง อิฐบางก้อน บางคนเอาไปบูชา แล้วเหนียว อยู่ยงคงกระพัน ทำงานค้าขาย ก็ได้กำไรรวยดี บางคนเอาไปแล้วเกิดอุบัติ (เหตุ) รถคว่ำรถชนถึงความตาย หินนั้นก็ต้องเอากลับมาคืน จึงเดินดิ่งไปที่ธาตุกาหลงนั้น

พอถึงธาตุกาหลง ก็ไปกราบ มองเห็นธาตุเก่าประมาณพันปี ยอดทำด้วยทองแท้ทองนั้นสีแดง ถูกแสงอาทิตย์ส่องแสงเหลืองอร่าม ไปกราบที่ธาตุ มองดูที่ธาตุ ทำเป็นลูกกรง หรือกำแพงสี่เหลี่ยม มีพระพุทธรูปหัก เหลือแต่หน้าอก แขนขาหัวศีรษะไม่มี มีแต่หน้าอกมีพระพุทธรูป 4 องค์ มีหน้าต่าง เจดีย์ 4 บานพระพุทธ รูป 4 องค์ เป็นพระทำด้วยทอง เข้าใจว่า เป็นทองเหลือง เพราะยังเหลืออยู่ ตอนนั้น ผมก็ก้มลง กราบอธิษ ฐานจิตว่า ถ้าข้าพระพุทธเจ้า มีบุญกุศลอยู่บ้างแล้วให้ (สามารถ) ทะนุบำรุง ที่นี่เถอะ ให้สร้างวัดได้เถอะ คิดยังงั้น ผมจึงเดินมาข้างล่างอีก มาเห็นแต่เกศพระกับหน้า แต่หน้านี้นะโยมถูกันจนเอี่ยมแล้วข้าง ๆ มี ดอกไม้ บุหรี่ เมี่ยง เยอะหมด เป็นของสักการ แบบภาคเหนือ ตอนเช้าโยม มาคุยด้วย ผมบอกว่า โยม ผม ว่าขุดดีกว่า ดูองค์พระข้างล่าง โยม แถวนั้นเชื่อทางไสยศาสตร์แกจึงพากันมาเยอะ ถือจอบบ้าง เสียมบ้าง แต่จอบนั้น ไม่ใช่จอบอย่างเรา เป็นจอบงอน ๆ ขุดไปสักพักเจอไหล่ จากไหล่เป็นเอว จาดเอวเจอข้อศอก ข้อศอกนั้นพังมีแต่ลวด เจอมือมือหัก หน้าอกถูกทะลุ เจอแผ่นทองเหลือง ลงด้วยตัวขอมเป็นยันต์ เป็นอัก ขระมากมายทั้งหมดมี 9 แผ่น แล้วขุดไปเจอฐานข้างล่าง เป็นแบบกลีบดอกบัว ขุดกันประมาณตั้งแต่เช้า จนกระทั่งบ่าย จนสำเร็จ พระนั้น หน้าอก กว้างประมาณ ไม่ 3 ศอกก็ 4 ศอก ฐานกว้าง 5 ศอก ถึง 8 ศอก ความสูง กะเอาว่า 8 ศอกนั้น คงหนีไม่พ้นหรอก ความสูงของพระ ขุดลงไปแล้ว ญาติโยมแถว นั้นก็พากัน มาเยอะมาดูกัน แล้วก็มีอาจารย์ทองห่อ วัดหลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง เป็นอาจารย์ ช่างปั้นพระ ท่านลงมา ลงมาก็ใช้ให้ญาติโยมเขาเรียกว่า แก่หลวง พอคิดว่า จะปั้นพระ ตอนเช้าก็มี รถเก๋งชาวกรุงเทพ ฯ และคนแถวนั้นพากันไปดู บางคนก็เอาแต่ปากมาช่วย บางคนก็จะปั้นพระ อาจารย์ทองห่อท่านมาคุยกับผม พอถึง ผมก็ก้มลงกราบท่าน ท่านบอกว่า ไม่ต้องกราบ ท่านจะกราบผม ผมก็บอกว่า อย่ากราบ ด้วยผมเป็นเณร ท่านก็หยุดแค่นั้น โยมเอาเสื่อมาปูอีกผืนหนึ่ง เอาคนโทใสน้ำให้ เขาเรียกว่า น้ำต้ม เอาเที่ยงมาให้อมผม ก็อมเมี่ยง เอาชาเป็นยอดเมี่ยง ทำเป็นน้ำชาเอามาให้ ผมก็ฉัน

พอฉันสักพัก อาจารย์ทองห่อ ก็ลงมือปั้น แต่งหน้าแต่งศีรษะ เอาแผ่นทองเหลือง ยัดไว้อย่างเก่า ปั้นเรียบร้อยพอวันที่ 2 ก็ทาสี วันทาสีนั้น โยมบอกว่า หมู่เฮา มาช่วยกันถาง ดีกว่า ประมาณ จนเพล ก็ถางไปกะว่า 13 ไร่ ถางกันเตียน แล้วคนหนึ่งก็มาพูดว่า หมู่เฮาจะมาปรึกษาท่านอยากจะจัดผ้าป่าทอด ทำเป็นวัดเป็นวิหาร จะตกลงไหม เอ้า ตามใจโยมซีผมน่ะไม่มีอะไรหรอก ตามใจโยม ขอนิมนต์ท่าน อยู่เป็นกำลังใจหมู่ เฮานานๆ นะ คนหนึ่งว่า เอาแหละจะหาผ้าป่ามาทอด คิดจะไปไหน จะไปในเมืองเชียงใหม่ พอพูดจบโยม ก็ไปในเมือง มีรถผ่านไปผ่านมา ก็แวะมาดูกัน บางคนเรียกว่า วัดทุ่งหลวง บางคนเรียกว่า วัดพ่อเณร เพราะผมไปอยู่ใหม่ โยมทำกุฏิ ให้อันหนึ่ง เป็นไม้ครึ่ง เป็นฟากครึ่ง บนหลังคาก็เป็นแฝกบ้างตองบ้าง มุงกันจนอยู่ได้ โยมช่วยกันขุดบ่อน้ำขึ้น เป็นบ่อบาดาล แล้วเอาปูนโบกตัวถังขึ้นแบบตัวถังส้วม ทำตั้งแต่ก้น จนถึงปาก ทำศาลาพักร้อน เขียนป้ายว่า อุทิศให้แก่พ่อขุนคำ... เพราะ ท่านเป็นคนพบที่นี่ มาก่อน มีคนถ่ายรูป ถ่ายก็ไม่ติด ต้องขอขมาเสียก่อน จึงถ่ายติด เรียกว่า พระเจ้าพ่อหลวง มีคนมาสักการบูชาเยอะ

ถึงวันกำหนดมีผ้าป่ามาทอดไม่ทราบว่า มาจากไหนบ้างทั้งหมดมี 7 กอง การทอดผ้าป่านั้นโยมมานิมนต์ ไปนั่งเป็นประธาน ก็ไม่ทราบว่า ไปนั่งเฉย ๆ แล้วก็มีอาหารมาถวาย โดยมากเป็นเมี่ยงบ้าน น้ำชาบ้าง น้ำอัดลมบ้าง น้ำส้มบ้าง ก็กินกันไปเรื่อย ๆ โยมก็คุยบ้าง แต่ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะผมฟังภาษาภาคเหนือ ไม่ค่อยรู้เรื่อง รู้เป็นบางคำ ประมาณสัก 4 โมงเศษ มีรถแบบ ๆ รถธนาคาร เอาซอมา มี 7 คน พอซอมาแล้ว ถึงผูกพิธี ปลูกเป็นปะรำพิธี เล็ก ๆ ใช้ไม้ข้าง ๆ นั้น ต้องการไม้ก็ไปตัด ๆ เอามา แล้วก็ฝังหลุม ทำหลังคากัน ประเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ หลังคาเอามากัน คนละแผ่นสองแผ่น ก็ไม่ใช่หลังคาที่ไหนหรอก เป็นหลังคาของบ้านเขานั่นแหละ รื้อกันมาก่อน มาทำพิธี เสร็จแล้ว เขาก็รื้อกันกลับไป มีซอขึ้นแล้วก็มีการฟ้อน แบบเซิ้ง บ้องไฟภาคเหนือ มีหมู่แม้ว 4 หมู่ มีหมู่เผ่ามูเซอ เผ่าลีซอ เผ่าอีก้อ เผ่ากันเจียง แต่ละหมู่ จัดการฟ้อนรำ มาหมู่ละแบบ ๆ รำ กันก็สวยดี ยอมรับว่าสวย สาวแม้วนั้นสวยกว่าสาวไทย ผิวกายจะว่าดำ ก็ไม่ดำแต่มีกลิ่นหน่อย ๆ ตอนเย็น ทำพิธีจุดบ้องไฟ จุดเสียงดังปึง แล้วขึ้นไปสูง แล้วตกลงมา เป็นไฟแหลม ๆ แล้วก็มีการ ประกวดกันด้วย แล้วเสียงโห่ร้อง ของชาวบ้านเยอะ กลางคืน ก็มีหนัง ฉาย 2 เรื่อง ทราบว่า เป็นหนังสาขาแม่ริมมาช่วย ผมก็นั่งเป็นประธาน จนกระทั่ง ตอนเย็นถวายผ้าป่า โยมนิมนต์ไปรับผ้าป่า ผมท่องไม่ได้ ก็กางตำรา ท่องเสร็จสรรพแล้วกระบองนั้น ไปไว้วัดอื่น เพราะผมไม่ต้องการ ผ้าสาม ผืนที่ต้องการก็ได้แล้ว เขาถวายปัจจัย บอกไม่รับหรอกโยม

ตอนกลางคืน มีหนังผมไม่รู้จะทำอะไร ถามว่า โยมดอยลูกโน้นเห็นมีแดง ๆ น่ะปากถ้ำหรือไง โยมบอกว่า ใช่ ดอยผาแดง เอ จะทำยังไงดี บอกว่า โยม พรุ่งนี้ ผมขอตัวไปเที่ยวดอยผาแดง พักหนึ่งนะ เพราะ มองดูจากที่นั่นไม่ไกลสัก 7 กิโล เดินไปก็คงจะถึงตอนเที่ยงวันได้

ขึ้นไปบนดอยผาแดง บ่อแบบ บ่อหมาเลีย ข้าง ๆ ก็มีบ่อ พรานล้างเนื้อ กว้างประมาณสักคืบหนึ่ง ลึกแค่นิ้ว คนจิ้มถึง กอบกินน้ำสักเท่าไหร่ ๆ ก็ไม่แห้ง บ่อพรานล้างเนื้อนั้น เห็นคาวมาก คาวแบบ คาวเลือด น้ำสีแดง ๆ แบบน้ำคาวเลือด เหม็นคาว ข้างล่างมีถ้ำ ลงไปในถ้ำ ถ้ำนั้นมีขี้ค้างคาวมาก ท่วมตาตุ่มเหม็นหึ่ง เข้าไป เที่ยวสักพัก ก็ออกมา เดินไปอีก ห่างจากนั่นสักสามสี่กิโล เรียกว่า ถ้ำโอ เหม็นกลิ่นโอ่จริง ๆ อยู่ไม่ไกลบ้านโยมเท่าไหร่ พอไปถึงปั๊บ โยมก็เอาเสื่อ เอาอะไรมา คนภาคเหนือเขาเลื่อมใสในพระศาสนา สำหรับพระธุดงค์ แล้วจะเลื่อมใสเป็นพิเศษ เอาน้ำเอายามาให้ไม่ใช่ยาสูบแต่เป็นยาฝิ่น ผมเข้าใจว่า ต้องเป็นฝิ่นเพราะ มันก้อนดำ ๆ เหมือนชันแต่มันเหนียว ๆ ถามว่า อะไรโยม ตอบว่า ฝิ่น ท่านฉันไหม ตอบว่า ไม่ฉันหรอกโยม กลางคืนผมก็ลากลับมาที่วัด

กลางคืนโยมเอาข้าวเหนียว มันต้มมันเชื่อม และขนมหลายอย่าง มาประเคน อ้าวพระฉันได้เรอะกลางคืน นี่ พระท่านเป็นอะไรล่ะ เป็นมหานิกาย ไม่ใช่เรอะ เห็นเด็กบอกว่ายังงั้น ใช่ โยม มหานิกาย มหานิกายฉันได้ เขาฉันกัน แถวนี้น่ะ ผมตกใจ บอกว่า โยมลองแน่แล้วแบบนี้ ตอบว่า ไม่ฉันหรอกโยม โยมมาคุยด้วยเยอะ เป็นชาวเหนือมาก ชาวแม้วบ้าง กระเหรี่ยงบ้าง มาคุยกัน บางคนก็เอาดอกไม้ธูปเทียน มาอาราธนาให้เทศน์ ไม่ทราบว่า เทศน์ยังไง ฟังอาราธนาเทศน์แล้วขำ เพราะเสียงเหมือนลิเกร้องกลอน

ถามว่าอะไร ?
อาราธนาศีล ก็ให้ศีลไป

เสร็จแล้ว ก็เทศน์ เทศน์ ไม่กี่คำหรอก เป็นการคุย กันมากกว่า เทศน์ ดึกแล้ว ก็เอวัง เอวังเสร็จ โยมก็คุยด้วยอีกนาน โยมมากันเยอะ ตอนประมาณสัก 4 โมงวันใหม่ โยมจึงอธิษฐานมาก่อขึ้น ทำเป็นถังเป็นอ่าง อาบน้ำ อ่างน้ำ กว้าง วาหนึ่ง ยาววาเศษ ๆ ใช้ปูนโบก เย็นจนหนาว ในหมู่บ้าน กระเหรี่ยงบ้าง คนไทยบ้าง แม้วบ้าง ตักน้ำมาให้อาบ เต็มอ่างนั่นแหละ อาบบ้าง ซักบ้าง คือ แกสร้างกุฏิ ให้อยู่อีกหลังหนึ่ง ก็อยู่ในนั้นแหละ โยมบอกอยู่นาน ๆ อยู่ไป ไม่ช้าไม่นาน โยมเล่าว่า บนดอยหินไหล มีธาตุแต่ธาตุพัง ที่ดอยหินไหลนี่ เป็นหมู่บ้านแม้ว โดยตรงเลย เขาเรียกว่า อู่แด้ เป็นแม้วหลาย ๆ หมู่ ตั้งใจว่า จะไปเที่ยวพระธาตุหินไหล เดินผ่าป่าไป โยมบอกว่า ไป 5 วัน 5 คืนก็ถึง ผมเดินไป 2 วันคืนหนึ่ง ตอนเช้าก็โผล่ป่า แต่เดินไปเหนื่อยก็พัก พักไปในป่า มีกำลังใจ ลิงและช้างตัวหนึ่งเดินไปห่าง ๆ ตอนพักจุดธูปนึกถึงเมื่อไร ช้าง และลิงจะมา มาที่กระท่อม มาที่กุฏิเสมอ เพราะกุฏินั้น เป็นป่าล้อมรอบไปหมด ถ้านึกถึงจุดธูปแล้วจะมา แถวนั้น ป่าแรงมาก เดินไปเรื่อย ๆ จนมาถึง ม่อนหินไหล คนว่า ม่อนหินไหลนี่ศักดิ์สิทธิ์นัก ถ้าคนมีบาปละขึ้นไม่ไหวหรอก ถ้าขึ้นไป หินมันจะไหลลงมา ผมขึ้นไป มันก็ไหลลงมา เอ ไอ้เรานี่บาปเยอะ นึกในใจ แต่ก็พยายามขึ้นจนถึงยอด บนยอดม่อนหินไหลนั่น เขาว่า มีพระอยู่ ขึ้นไปก็ไม่เจอ เจอแต่เขาเรียกว่า พระละม่อม ท่านบอกว่า ท่านมาจากวัดท่าซุง เปลี่ยนชื่อ ชื่อละม่อม ท่านได้ ฌานโลกีย์ ลงคนมาหา หนีไปอยู่ก้นเขาก็ได้ ไม่เต็มใจรับ แล้วมีอาจารย์คนหนึ่ง ชื่ออาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ อยู่เขาห่าง ๆ กับที่พระธาตุนั่นแหละ พระธาตุใหญ่มาก เจ็ดวันจะลงไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน หนหนึ่ง หรือ 15 วันจะลงไปครั้งหนึ่ง ท่านไม่ฉันข้าว ผมก็คุยกับท่านบ้าง ขอธรรมะท่านบ้าง ท่านบอกไม่มีหรอก ผลัดกันคุยไปคุยมา ถึงประสบการณ์ ก็ไม่ได้ ถามอะไร ถามท่าน ผมเป็นฝ่ายถาม บางทีผมไม่ได้ถาม ท่านก็เล่าให้ฟัง คุยกันไป คุยกันมา ท่านก็บอกว่า เดี๋ยว ๆ นะ ท่านกลับเดี๋ยวจะไม่ทันนะ ผมบอกว่าไม่ทันแล้ว ผมจะไปส่ง พอท่านบอกว่า จะมาส่งผม ก็เดินนำหน้า ท่านเดินตามท่านออกหน้าผมตามตูด ผมเดิน 2 วันกับอีกพักหนึ่งไปถึงในตอนเช้า ท่านมาส่งผมตอนเย็น ๆ ราว 4 โมง ถึงวันที่ผมอยู่ไม่เท่าไหร่เลย แพล็บเดียวถึงเลย ไม่ทราบว่า มายังไง ผมก็เดินธรรมดาท่าน ก็เดินดิน ท่านก็ลาผมกลับ ผมก็กราบท่านแล้วก็กลับ ท่านก็ยิ้ม ๆ

อยู่ที่นั่นตอนเช้าก็บิณฑบาต บางวันก็ไม่บิณฑบาต โยมเอาอาหารมาถวายหลาย ๆ เป็นสาวในหมู่บ้านนั้น เป็นกะเหรี่ยง เป็นแม้ว สังเกตได้ง่าย หมู่แม้วนั้น ถ้ายังโสด จะปัก ดอกดำแล้วก็ขาว ถ้าแต่งงาน แล้ว ไม่แดงก็เขียว แกทำอยู่งั้น จนวันหนึ่ง ผมไปข้างห้วย เป็นห้วยน้ำไหล น้ำตกลงมา วักน้ำล้างหน้าล้างตา อย่างสบายใจ เสียงหัวเราะคิก ๆ ไปดู เห็นพวกแม้วเปลือยกายลงไปแช่ในน้ำ ผมก็ล้างหน้า อย่างสบาย ลืมตาดู เอ มันทำไมทำอย่างนั้น แกก็ถามว่า ท่านมาจากไหนล่ะ ขึ้นไปยืนบนชะง่อนหิน แทนที่จะเอาผ้าปิดกาย ก็ไม่ปิด นึกเอ พวกนี้มันยังไงวะ จึงเดินย้ายมา ไม่ยอมมอง กลับวิ่งตามมาอีกว่า ท่าน ท่านมาจากไหน แข็งใจบอกว่า มาจากวัดลุ่มโน่น แกบอก เดี๋ยวหนู จะไปเที่ยว เดี๋ยวแจ๊ะ จะไปเที่ยว แจ๊ะ เขาแปลว่า หนู กลางคืนแกก็พากันมาหลาย ๆ คน คุยกันไปคุยกันมา บิณฑบาตตอนเช้าแม้วก็ลงมาใส่ข้าว

อยู่มาผมจะกลับ บอกว่า โยม อาตมาจะลาโยมกลับละนะ ตอนนี้ฉันข้าวตอนเช้าไม่คิดว่าจะกลับหรอกโยม ว่า โฮ้ โอ ท่านจะกลับยังไงล่ะนี่ ยังทำไม่เสร็จเลย บอกไม่เป็นไรหรอกโยม ผมอยู่ก็ไม่ได้ช่วยโยมทำ โยมทำกันเองเถอะ พอมาผมลาเสร็จ ญาติโยมก็ช่วยเก็บของ ตอนมาโยมนั่งกันเป็น แถว ๆ ประนมมือกัน ผมก็เดินมาเรื่อย ๆ พอเดินมาเรื่อย ๆ พอเดินมาหน่อย โยมก็เอาช้างมารับ นิมนต์ให้ขึ้นช้าง พอผมขึ้นช้าง ปั๊บโยมพากันร้องไห้โฮ เพราะความสนิสนม ความใกล้ชิดกันทำให้คิดถึง โยมร้องไห้ ผมบอกว่า โยม ยังไม่ตาย จะกลับมาใหม่ อีกเที่ยวหนึ่ง โยมเอาช้างมาส่งถึงถนน ผมก็เดินดุ่มมาเรื่อย ๆ โยมก็ลากลับ ผมก็เดินมาถึงเข้าเขตตัวเมืองเชียงใหม่ หรือเถิน นี่ผมไม่ทราบ เจอรถทัวร์คันหนึ่ง จอดขวางหน้าอยู่ แล้วมีรถเก๋งอีกคันหนึ่ง ผมเดินลงจากยอดดอย เสียงคนเถียงกันว่า ใช่ ไม่ใช่ ใช่ ไม่ใช่ แล้วเสียงหลวงปู่ครูบาไชย ว่า ใช่แล้ว แกจึงได้ เอาผ้ายางปู อีกผืนหนึ่ง มีเบาะฟองน้ำปู แล้วมีขนสัตว์ปู ท่านนั่งบนขนสัตว์ ท่านก็บอก ว่า อ้อลงมาเร็วพวกเรา พวกนั้น ก็พากันลงมา รถทัวร์คันใหญ่ รถเก๋งคันหนึ่ง ลงมาแล้ว ก็นั่งพนมมือ กันเต็มหมด บอกว่า เอาของมาถวายเลย ๆ ถาดหนึ่ง มีรูปหลวงพ่อครูบาไชย มีดอกไม้ล้อมรอบ อีกถาดหนึ่ง มีธูปเทียน มีไตรจีวร อีกถาดหนึ่ง เป็นเครื่องอุปโลกน์ เช่น น้ำปลา ปลากระป๋อง แล้วก็ยารักษาโรค เทียน สบู่ ยาสีฟัน ขนมปัง นมกระป๋อง ก็เต็มถาด ไปด้วยกันเอามาวาง แล้วหลวงพ่อบอกว่า กราบพระเถอะพวกเรา หลวงพ่อครูบาธรรมไชย จึงนำเป็นภาษาไทย อรหังสัมมา ฯ ไปบูชาพระ เสร็จสรรพแล้ว แกจึงเอาของ มาประเคน ก่อนจะประเคน แกบอกแบบจำได้ว่า ถวายสังฆทาน ท่านถวายเสร็จสรรพ ผมก็ตัวสั่น เอ๊ะจำทำ ยังไง เล่าย้อนไปถึง ที่นั่งพรม จะนั่งดีไหมหนอ ท่านปูให้แล้ว บอกว่า นั่งซี ๆ เอ้า นั่งก็นั่ง ท่านนิมนต์ให้เทศน์ ใจสั่นหมด ความกลัว ปากก็สั่น มือก็สั่น ตัวก็สั่น แต่ไม่รู้อะไร ดลใจฮึดสู้ จึงเทศน์ เทศน์ไม่กี่คำหรอก เทศน์พอเป็นสังเขป หลวงพ่อก็ยิ้ม ๆ เทศน์จบก็เอวัง เอาของประเคนท่าน บอกขอพรหลวงปู่หน่อย ท่านจึงหยิบแก้วน้ำมา เอาจานมาวางไว้ ท่านกรวดน้ำไป เสียงท่านอุทิศกุศลว่า ขอกุศลที่ข้าพเจ้า ถวายจีวรนี้ จงให้แก่ในหลวง และถวายเป็นปัจจัย ให้แก่ท่านในภายภาคหน้า ผมก็ให้พรแก่ท่าน ยถาสัพพี เป็นภาษาไทย พอยถาสัพพีจบ จ้างรถสองคัน สามคัน สี่คัน ห้าคัน เพราะมันติดถนน ญาติโยมพาแห่ กันมาจะมากราบหลวงปู่ครูบาธรรมไชย เห็นผมกราบหลวงปู่ครูบาธรรมไชย ความอายจนหน้าชา บอกว่า หลวงปู่ครับ ผมจะลาหลวงปู่แล้ว หลวงปู่จึงสั่งให้คนเป็นผู้หญิง เป็นคนทางกรุงเทพฯ เอาของใส่ถุงย่ามผม ลูกนั้นก็ลูกใหญ่มาก จึงหนักตื้อไปหมด ใส่เสร็จแล้ว ยกมาประเคน ผมก็ลาหลวงปู่ รีบเดินจากที่นั้นมา เพราะความ อาย คนแถวนั้นมองย้อนไปจนสุดสายตา บางคนก็ไม่สนใจ บางคนก็สนใจ ผมจึงเดินมาเรื่อย ๆ เข้าเมืองเชียงใหม่ วันที่หลวงปู่ครูบาธรรมไชยถวายจีวรนั้น เป็นวันที่ 5 วันที่ 6 เดินมาถึงเข้าเขตพิษณุโลกจากพิษณุโลกวันที่ 7 ก็ถึงวัดใหม่

ก่อนจะถึงวัดใหม่ ถึง บางมูลนาค เจอนายหย่งนิมนต์ให้ขึ้นรถ บอกว่า เณรมาเชิญครับ นิมนต์ขึ้นรถ ขอบุญผมหน่อยเถอะ ก็ขึ้นรถ รถนั้น ขับเข้าไปในวัดเกาะแก้ว เอาไฟฟ้าไปส่ง แล้วย้อนกลับมาวังตะกู ถึงวังตะกู เอาของวาง ความดีใจ ความคิดถึงเห็นหลวงพี่ลื่มองค์แรก จึงดิ่งเข้ากอดกัน องค์ที่สองก็หลวงพี่จวบ องค์ที่สามหลวงพี่สังวรณ์ หาหลวงพ่อกับหลวงพี่ไม่เจอ คิดว่า อยู่ในโบสถ์ จึงดิ่งไปที่โบสถ์ เจอโยมแถวสำนัก นั่งกันอยู่ในโบสถ์ จึงไปกราบหลวงพ่อ เจอเณรจวบแล้วขึ้นไป หาหลวงพี่ ถึงตอนนี้เอง ความดีใจคิดว่า มาถึงวัดไม่ตายแล้ว แต่ก่อนจะมาตั้งใจว่า จะมารับพระหลวงพี่บุญถึง ท่านเป็น ช่างแบบ ช่างก่อสร้าง จะเอาท่านไปช่วยทางโน้น สร้างวิหารให้สำเร็จ แต่มาก็ไม่สำเร็จ ตั้งใจจะมารับท่าน แต่ตอนจะไปนี้ผมก็อัดเทป ไว้ว่า อันตรายไป 2 คน รู้ด้วยญาณ อันทรามๆ ว่า ถ้าไป 2 คนแล้วจะเจอเสือสมิง ในภายภาคหน้า จะปลอมกายเป็นผมไปหา หลวงพี่ออกจากกลดไปแล้วจะตายสอง ถ้าออกไปแล้วผมตาย หลวงพี่ก็ถึงก็ตาย จะตายทั้งคู่ ผมจึงตัดสินใจว่า จะขอหนีหลวงพี่ถึงไป ไม่ว่า ทิ้งข้อความนี้ไว้ แล้วก็หนีท่านไป จึงขอขมาท่านไว้ใน เทปนี้ด้วย จบอวสานเพียงเท่านี้

 

 

     
© สงวนลิขสิทธิ์ 2543-2551 โดย Firstbuddha.com